แหล่งท่องเที่ยว

เมืองสี่แคว แห่มังกร พักผ่อนบึงบอระเพ็ด ปลารสเด็ดปากน้ำโพ

           จังหวัดนครสวรรค์ มีชื่อปรากฏมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี มีบันทึกในศิลาจารึกของสุโขทัย เรียกว่า เมืองพระบาง เป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญในการทำศึกสงคราม ภายหลังเรียกชื่อว่า เมืองชอนตะวัน และเปลี่ยนเป็นจังหวัดนครสวรรค์ ในที่สุด แต่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า เมืองปากน้ำโพ ในประวัติศาสตร์มีหลักฐานทางโบราณคดีบ่งชี้ว่า จังหวัดนครสวรรค์ เคยเป็นเมืองเกษตรกรรมมาตั้งแต่ยุคต้นประวัติศาสตร์ เป็นศูนย์กลางของการคมนาคม เป็นที่ตั้งของกลุ่มชนชาวจีนที่เข้ามาทำการค้าขายระหว่างประเทศ
 
           จังหวัดนครสวรรค์ เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ระหว่างภาคกลางและภาคเหนือจึงเป็น “ประตูสู่ภาคเหนือ” และเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญของภาคเหนือตอนล่าง
และจังหวัดนี้ยังมีความสำคัญตรงที่เป็นจุดบรรจบกันของแม่น้ำสายสำคัญ ๆ หรือที่รู้จักกันในนาม “ปากน้ำโพ” แม่น้ำปิง วัง ยม และน่านไหลมาบรรจบกันที่นี่กลายเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำสายสำคัญของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของบึงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ บึงบอระเพ็ด ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพรรณพืช ฝูงนกนานาชนิด และยังเป็นที่อยู่อาศัยของปลาอีกนับร้อยชนิด เนื่องจากมีอาหารอุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่ทั้งหมด ๙,๕๙๗ ตารางกิโลเมตร
 
แผนที่ ในตัวเมือง จังหวัดนครสวรรค์-พิจิตร
แผนที่ ท่องเที่ยว จังหวัดนครสวรรค์-พิจิตร

 

น้ำตาลสดเกยไชย

 

ต้นตาลเป็นพืชที่มนุษย์ได้นำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันกันมากที่เป็นอันดับต้นๆซึ่งสามารถนำมาทำอาหารได้หลายประเภทแต่ที่นิยมมากที่สุดคือ อาหารหวาน  ต้นตาลมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมคือสามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด  และ เป็นพันธุ์ไม้พวกปาล์มขนาดใหญ่ สกุล (Genus)มีความแข็งแรงมากชนิดหนึ่ง  ลำต้นสูงถึง 40 เมตร และวัดผ่า-กลางประมาณ  60 ซม. ประเทศไทยจึงมีต้นตาลขึ้นกระจายไปทุกภูมิภาค  ดังเช่นที่ ตำบลเกยไชย  อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ก็มีต้นตาลโตนดขึ้นอยู่ในพื้นที่มากมายประมาณ 20,000 ต้น  ด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติมากมายก่อให้เกิดภูมิปัญญาท้องถิ่น  โดยบรรพบุรุษสมัยก่อนได้ทำน้ำตาลโตนดไว้รับประทานเองสืบต่อกันมานานถึง 300 ปี   และเป็นที่กล่าวขานของผู้คนที่เดินทางผ่านนครสวรรค์แล้วผ่านไปยัง อำเภอชุมแสงจะต้องแวะลองลิ้นชิมรสน้ำตาลสดเกยไชย จนกลายเป็นคำขวัญประจำอำเภอชุมแสงว่า "ถ้าไปชุมแสงแล้วไม่ได้ลิ้มชิมรส น้ำตาลสดเกยไชย ก็เปรียบเหมือนไม่ได้ไปชุมแสง"

วัดเกยไชยเหนือ

วัดเกยไชยเหนือ (บรมธาตุ) ปัจจุบันตั้งอยู่ ณ เลขที่ ๑/๑ หมู่ที่ ๔ ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์   ริมฝั่งแม่น้ำยม ณ บริเวณสบกันของแม่น้ำยมกับแม่น้ำน่าน มีเนื้อที่ ๒๖ ไร่ ๒ งาน ๙๒ ตารางวา ได้ตั้งเป็นวัดเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๐ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๐ ซึ่งเจ้าคณะผู้ปกครองฝ่ายสงฆ์ได้ปกครองดูแลตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

 

 

 

วัดแห่งนี้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย ประมาณปี พ.ศ. ๑๙๐๖ – ๑๙๑๒ อย่างน้อยที่สุด เป็นเวลามากกว่า ๖๕๖ ปีที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏ หลักฐานสำคัญ คือ พระบรมธาตุเจดีย์ ทรงระฆังคว่ำ แบบลังกาฐานแปดเหลี่ยม ไม่ทำเสาหาน และยังพบหลักฐานสำคัญอีกหนึ่งอย่าง คือ ใบเสมาคู่ ลายเทพนม และลายดอกไม้ที่ทำจากหินชนวน เป็นต้น เดิมวัดแห่งนี้เรียกว่า วัดพระบรมธาตุ ดังปรากฏในเอกสารตรวจการคณะสงฆ์ มณฑลฝ่ายเหนือ พ.ศ. ๒๔๕๗ เมื่อครั้งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เสด็จเยี่ยมวัดแห่งนี้ ดังปรากฏข้อความว่า

“เช้าเกือบ ๓ โมง เรือเคลื่อนจากทำนบหน้าวัดชุมแสง ล่องลงมาตามลำน้ำน่าน มีเรือราษฎรราว ๑๐ ลำเศษ เลี้ยวเข้าไปในลำน้ำยมอันแยกจากลำน้ำน่าน เข้าไปราวเส้นหนึ่ง ถึงวัดพระบรมธาตุ เรือพระที่นั่งหยุดทอดหน้าวัดเสด็จขึ้นทอดพระเนตร วัดนี้มีโบสถ์ก่อใบสีมาใช้หินสลักเป็นลายต่างๆ เช่น ลายเทพนมบ้าง ลายดอกไม้บ้าง มีเจดีย์  รูปกลมสูงราว ๓ วาเศษอยู่องค์หนึ่ง ฐานแปดเหลี่ยม ซึ่งหมายเอาว่าเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุ ทราบว่าถึงหน้าเทศกาล ชาวบ้านประชุมนมัสการเป็นงานปี แล้วทรงประทานของแจกแก่พระสงฆ์ เจ้าอาวาสและราษฎรผู้มาคอยเฝ้าอยู่               แล้วเสด็จกลับลงเรือพระที่นั่ง”

 

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ วัดพระบรมธาตุ ได้เปลี่ยนชื่อวัดใหม่ตามการปกครองของบ้านเมือง โดยใช้ ชื่อว่า  “วัดเกยไชยเหนือ (บรมธาตุ)” จากนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน จากหลักฐานที่กล่าวมาข้างต้นวัดแห่งนี้เป็นวัดที่มีหลักฐานมั่นคง มีปูชนียวัตถุสำคัญที่สาธุชนและประชาชนโดยทั่วไปได้กราบไหว้ และเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้าในสมัยนั้นเสด็จมาแวะนมัสการและเยี่ยมประชาชน

ประวัติการปฏิสังขรณ์หรือการก่อสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ ไม่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร มีแต่คำบอกเล่าของชาววัดสืบต่อๆ กันมา ว่าการปฏิสังขรณ์หรือการสร้างพระบรมธาตุเจดีย์แห่งนี้ มีความสัมพันธ์กับการสร้าง วัดโพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ในสมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ หรือ สมเด็จพระเจ้าเสือ แห่งกรุงศรีอยุธยา   พระราชวงศ์บ้านพลูหลวง (พ.ศ. ๒๒๔๖ – ๒๒๕๑) และพระราชพงศาวดารของกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า พระเจ้าเสือ ประสูติ ณ บ้านโพธิ์ประทับช้าง แขวงเมืองพิจิตร เมื่อครั้งพระเพทราชา (พระบิดา) พาพระมารดา (นางกุลธิดาราชธิดาของพระเจ้าเชียงใหม่) ซึ่งมีพระครรภ์แก่ตามเสด็จสมเด็จพระนารายณ์มานมัสการพระพุทธชินราช   ณ เมืองพิษณุโลก เมื่อพระเจ้าเสือเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงระลึกถึงที่ประสูติตามคำพระมารดาตรัสเล่าจึงโปรดให้       สมุหนายกเกณฑ์ผู้คนลำเลียงสิ่งของ เช่น อิฐ ปูนขาว กาวหนัง เชือก ฯลฯ บรรทุกเรือมาก่อสร้างวัด ณ บริเวณดังกล่าว ใช้เวลาประมาณสองปีเศษ จึงแล้วเสร็จสิ้น

บ้านเกยไชย มีปรากฏชื่ออีกครั้งในสมัย  พระเจ้าตากสิน เมื่อครั้งเสด็จมาปราบชุมนุมพิษณุโลกหลักฐานระบุว่า กองทัพหลวงพระเจ้ากรุงธนบุรี ตั้ง ณ ตำบลเกยชัย (คำว่า “ชัย” สะกดตามหลักฐาน ในพระราชพงศาวดาร) กองทัพธนบุรีปะทะกองทัพพิษณุโลกในครั้งนั้น พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงได้รับบาดเจ็บที่พระชงฆ์ (หน้าแข้ง) เพราะต้องปืนจึงถอยทัพ กลับไปก่อน

จากหลักฐานที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้เชื่อได้ว่า วัดแห่งนี้มีอยู่มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา ตราบจนกระทั่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้าเสด็จมามนัสการพระบรมธาตุดังได้กล่าวมาแล้วอนึ่งควรระบุไว้ในที่นี้ด้วยว่าเมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ ๕ เกยไชยมีฐานะเป็นอำเภอภายหลังจากอำเภอพันลานเปลี่ยนไปเป็นตำบลแล้ว ซึ่งอำเภอเกยไชยตามพระราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒๐ หน้า ๔๙๘ ลงวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๖ (ร.ศ. ๑๒๒)  โดยขณะนั้นมีหลวงผดุงแดนสวรรค์ เป็นนายอำเภอ ซึ่งเป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญรุ่งเรือง เมื่อมีการย้ายอำเภอไปที่ชุมแสง ฐานะของเกยไชยจึงเปลี่ยนไปเป็นตำบล ในขณะที่ชุมแสงได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอมาจนถึงปัจจุบัน

จากคำบอกเล่าของพระครูนิทานธรรมประนาท (เที่ยง ปหฏฺโฐ) อดีตเจ้าอาวาสวัดเกยไชยเหนือ ระบุว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๓ สมัยพระครูนิรภัยวิเทต (หลวงพ่อทองอยู่) ได้พาชาวบ้านทำการบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระบรมธาตุเจดีย์ ได้พบว่ายอดพระเจดีย์ประดับด้วยขันลงหิน ๕ ใบคว่ำ ประกอบกันเป็นตุ้ม ครั้งนั้น ได้พบพระธาตุสีแดง มีลักษณะ   เป็นแก้วผลึกใส มีขนาดยาว ๑ นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒ เซนติเมตร  ๑ องค์ รูปพรรณสัณฐานคล้ายคลึงกับพระบรมธาตุขององคุลีมาล เข้าใจว่าองค์พระบรมธาตุเจดีย์คงบรรจุไว้ทั้ง พระบรมธาตุ และพระธาตุของพระสาวก

อดีตเจ้าอาวาสยังเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ในระหว่าง งานผูกสีมา – ฝังลูกนิมิตอุโบสถหลังใหม่ ได้เกิดปรากฎการณ์ประหลาด มีน้ำเดือดผุดเกิดขึ้น ณ บริเวณท่าน้ำหน้าพระบรมธาตุ เป็นเวลาประมาณ ๒ – ๓ วัน แล้วหายไป ชาวบ้านพากันมาดูมากมายต่างเชื่อกันว่าเป็นการแสดงปาฏิหาริย์ของพระบรมธาตุความศักดิ์สิทธิ์ของพระบรมธาตุเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนทั่วไปงานสมโภชพระบรมธาตุมีสืบเนื่องมาโดยตลอด จัดเป็นประจำทุกๆ ปี ปีละ ๒ ครั้ง ครั้งแรก เป็นงานปิดทองไหว้พระ ห่มผ้าองค์หลวงพ่อพระบรมธาตุ และเทศกาลกินตาล ในวันขึ้น ๑๔ – ๑๕ ค่ำ เดือน ๕  และครั้งที่สอง จัดขึ้นในวันแรม ๑ – ๒ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นงานปิดทององค์พระบรมธาตุ และงานแข่งขันเรือประเพณี เท่าที่สืบค้นได้วัดแห่งนี้ มีรายนามผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ดังนี้

 

๑.  พระอาจารย์ปั่น  (พ.ศ. ๒๔๐๐ – ๒๔๓๐)

๒.  พระสมุห์สอน  (พ.ศ. ๒๔๓๐ – ๒๔๖๖)

๓.  พระครูนิรภัยวิเทต (ทองอยู่ ปญฺญาวฑฺฒโน, พ.ศ. ๒๔๖๖ – ๒๕๒๔)

๔.  พระครูนิทานธรรมประนาท (เที่ยง ปหฏฺโฐ, พ.ศ. ๒๕๒๔ – ๒๕๔๖)

              ๕.  พระครูนิธานปุญญาภิวัฒน์ เจ้าคณะอำเภอ ชุมแสง (พ.ศ. ๒๕๔๖ – ปัจจุบัน)

 

 

 

 

 

10 สถานที่สำคัญของวัดเกยไชยเหนือ
http://www.tourismnakhonsawan.org/10TopWatKoeichaiNeua.pdf

ย่านเก่าชุมแสง"สะพานหิรัญนฤมิตร"

 
“สะพานหิรัญนฤมิต” หรือสะพานแขวนแห่งอำเภอชุมแสง จ.นครสวรรค์ ถือเป็นไฮไลท์คู่ชุมชนที่น่าสนใจ สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 2552 เพื่อให้ผู้คนจากสองฟากฝั่งแม่น้ำน่านสัญจรข้ามไป-มา โดยห้ามรถยนต์ 4 ล้อวิ่งผ่าน อนุญาตเฉพาะจักรยาน มอเตอร์ไซค์ และเดินเท้าเท่านั้นค่ะ และบริเวณใกล้กับสะพานยังเป็นที่ตั้งของ "ตลาดชุมแสง" ตลาดโบราณที่เคยรุ่งเรืองเมื่อราวกว่าร้อยปีที่แล้ว อ่านเรื่องราวของตลาดชุมแสงและสะพานหิรัญนฤมิต