แหล่งท่องเที่ยว

เมืองสี่แคว แห่มังกร พักผ่อนบึงบอระเพ็ด ปลารสเด็ดปากน้ำโพ

           จังหวัดนครสวรรค์ มีชื่อปรากฏมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี มีบันทึกในศิลาจารึกของสุโขทัย เรียกว่า เมืองพระบาง เป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญในการทำศึกสงคราม ภายหลังเรียกชื่อว่า เมืองชอนตะวัน และเปลี่ยนเป็นจังหวัดนครสวรรค์ ในที่สุด แต่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า เมืองปากน้ำโพ ในประวัติศาสตร์มีหลักฐานทางโบราณคดีบ่งชี้ว่า จังหวัดนครสวรรค์ เคยเป็นเมืองเกษตรกรรมมาตั้งแต่ยุคต้นประวัติศาสตร์ เป็นศูนย์กลางของการคมนาคม เป็นที่ตั้งของกลุ่มชนชาวจีนที่เข้ามาทำการค้าขายระหว่างประเทศ
 
           จังหวัดนครสวรรค์ เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ระหว่างภาคกลางและภาคเหนือจึงเป็น “ประตูสู่ภาคเหนือ” และเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญของภาคเหนือตอนล่าง
และจังหวัดนี้ยังมีความสำคัญตรงที่เป็นจุดบรรจบกันของแม่น้ำสายสำคัญ ๆ หรือที่รู้จักกันในนาม “ปากน้ำโพ” แม่น้ำปิง วัง ยม และน่านไหลมาบรรจบกันที่นี่กลายเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำสายสำคัญของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของบึงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ บึงบอระเพ็ด ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพรรณพืช ฝูงนกนานาชนิด และยังเป็นที่อยู่อาศัยของปลาอีกนับร้อยชนิด เนื่องจากมีอาหารอุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่ทั้งหมด ๙,๕๙๗ ตารางกิโลเมตร
 
แผนที่ ในตัวเมือง จังหวัดนครสวรรค์-พิจิตร
แผนที่ ท่องเที่ยว จังหวัดนครสวรรค์-พิจิตร

 

พระจุฬามหาเจดีย์

พระจุฬามหาเจดีย์
 
ตั้งอยู่บนเขาดาวดึงส์ วัดคีรีวงศ์ สร้างตรงฐานพระเจดีย์เก่า ซึ่งสร้างในสมัยศตวรรษที่ ๑๙ ปลายกรุงสุโขทัยอายุ ๖๐๐ ปีมาแล้ว โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโก) วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ เป็นผู้ตั้งชื่อให้และแนะนำให้สร้างพระจุฬามหาเจดีย์ไว้บนยอดเขา ภายในองค์พระเจดีย์ชั้น ๔ มีพระพุทธรูปจำลองที่สำคัญของประเทศไทยไว้ให้สักการะบูชา ๔ องค์ คือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) พระพุทธชินราชจำลอง พระพุทธโสธรจำลอง และพระพุทธรูปหล่อหลวงพ่อวัดไร่ขิง และภายในโดมเจดีย์ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพระพุทธประวัติไว้ให้ชมด้วย 
 
วัดคีรีวงศ์
 
ตั้งอยู่บริเวณถนนมาตุลีและถนนดาวดึงส์ ตรงข้ามวิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ พื้นที่ของวัดมีทั้งบริเวณ  เขาและที่ราบ ๒๘๐ไร่ สร้างขึ้นสมัยปลายกรุงสุโขทัย แล้วถูกปล่อยร้างอยู่กลางป่าเขา จนมีพระธุดงค์แสวงบุญมาพบเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ ปัจจุบันเป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนครสวรรค์ ภายในบริเวณวัด
 
ประกอบด้วยพระอุโบสถ สมเด็จพระพุทธโคดมจำลอง ศาลาพุทธานุภาพ วิหารหลวงพ่อโต และพระจุฬามณีเจดีย์ที่สร้างขึ้นตรงฐานเจดีย์เก่าซึ่งสร้างในสมัยศตวรรษที่ ๑๙ ช่วงปลายของกรุงสุโขทัย โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโก) วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ เป็นผู้ตั้งชื่อให้  และแนะนำให้สร้างพระจุฬามณีเจดีย์ไว้บนยอดเขา ส่วนขององค์พระจุฬามณีเจดีย์เป็นองค์เจดีย์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนยอดเขา  ด้านในเจดีย์มีทั้งหมด ๔ ชั้น แต่ละชั้นจัดแสดงต่างกันไป ดังนี้
 
ชั้น ๑ ด้านหน้าเป็นที่จุดธูปเทียนบูชา
 
ชั้น ๒ จัดแสดงรูปหล่อเหมือนขนาดเท่าองค์จริงของพระชื่อดังหลายองค์ เช่น รอยพระพุทธบาทจำลอง ๑๒ ราศี   พระพุฒาจารย์โตวัดระฆัง  หลวงปู่ทวดวัดช้างไห้ หลวงพ่อสดวัดปากน้ำ เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนกราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล และมีวัตถุมงคลที่ทางวัดจัดสร้างวางไว้ภายในตู้ให้ผู้ที่สนใจสามารถเช่าบูชาได้
 
ชั้น ๓ ประดิษฐานพระพุทธรูปจำลองที่สำคัญของเมืองไทย อาทิ พระแก้วมรกต  พระพุทธชินราช  พระพุทธโสธรพระพุทธรูปวัดไร่ขิง เป็นต้น ทั้งยังมีการทำบุญถวายสังฆทานทางด้านในด้วย
 
ชั้น ๔ เป็นชั้นบนสุดขององค์เจดีย์ ภายในโดมปรากฏภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติที่งดงามมาก   ตรงกลางประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้บนแท่นเจดีย์องค์เล็กให้ผู้คนได้กราบไหว้บูชา ทางด้านนอกมีรูปเหมือนหลวงพ่อมหาบุญรอด ซึ่งเป็นพระที่สร้างพระจุฬามณีเจดีย์แห่งนี้ พร้อมกับประวัติของท่านให้ผู้คนได้กราบไหว้ ชั้น ๔ ขององค์เจดีย์สามารถมองเห็นวิวของเมืองนครสวรรค์ได้ในมุมกว้าง
 
การเดินทางใช้ถนนหมายเลย ๑ มุ่งตรงเข้าตัวเมืองนครสวรรค์ ข้ามสะพานเดชาติวงศ์ ใช้ถนนนครสวรรค์-พิษณุโลก  ถึงสี่แยกแล้วเลี้ยวขวาไปประมาณ ๑ กิโลเมตรจะถึงทางขึ้นเขาดาวดึงส์ สำหรับการเดินทางโดยรถประจำทาง มีรถวิ่งจากขนส่งกรุงเทพฯ เข้าตัวเมืองนครสวรรค์ สายกรุงเทพ-นครสวรรค์ และอีกหลายสายในภาคเหนือทุกวัน จากนั้นใช้บริการรถท้องถิ่นขึ้นไปยังเขาดาวดึงส์ การเดินทาง จากสะพานเดชาติวงศ์ใช้ถนนสายนครสวรรค์-พิษณุโลก ถึงสี่แยกเลี้ยวขวา ๘๐๐ เมตร อยู่ด้านซ้ายมือ
 
ประตูทางเข้าด้านล่างเปิดทุกวัน เวลา 7.00 น.-18.00 น.
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 5622 2009, 0 5622 6199

www.facebook.com/watkiriwong
0 5622 2009, 0 5622 6199

หอชมเมืองนครสวรรค์

 

เป็นสถานที่ชมทัศนียภาพมุมสูงของจังหวัดนครสวรรค์แหล่งใหม่ที่เพิ่งเปิดให้บริหารเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยตั้งอยู่บริเวณเดียวกับวัดคีรีวงศ์บนยอดเขา ลักษณะหอสูง ๓๒ เมตร มีชั้นต่าง ๆ รวม ๑๐ ชั้น แต่ละชั้นแตกต่างกันไป ดังนี้

            ชั้นที่ ๑ เป็นพื้นที่ส่วนประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว บอกเล่าความเป็นมาของจังหวัดนครสวรรค์ ภายในมีร้านค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)  

            ชั้นที่ ๒ และ ๓ แบ่งเป็นสองส่วน โดยมีร้านอาหาร เครื่องดื่ม ขนมหวาน Internet Cafe   ให้พักผ่อนสบาย ๆ

            ชั้นที่ ๔ – ๙  เป็นบันไดเวียนขึ้นสู่ชั้นที่ ๑๐ ซึ่งเป็นชั้นดาดฟ้าสำหรับชมทัศนียภาพตัวเมืองนครสวรรค์และอำเภอใกล้เคียงแบบ ๓๖๐ องศา สามารถมองเห็นไปไกลกว่า ๑๐ กิโลเมตร ทิศตะวันออกจะมองเห็นทิวทัศน์เขากบและบึงบอระเพ็ด ทางทิศใต้จะมองเห็นอุทยานสวรรค์ ต้นน้ำเจ้าพระยา สะพานเดชาติวงศ์ วัดเขาจอมคีรีนาคพรต ทางด้านทิศตะวันตกจะพบกับความสวยงามของทิวเขา อีกทั้งยังมีการจัดเก้าอี้สำหรับนั่งพักผ่อนและกล้องส่องทางไกลไว้คอยบริการ และกิจกรรมตอนกลางคืนที่ทางเทศบาลฯ จัดขึ้นโดยมีการติดตั้งกล้องดูดาวสำหรับผู้สนใจเรื่องดาราศาสตร์

หอชมเมืองเปิดให้บริการทุกวัน โดยวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. สำหรับวันเสาร์ – อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา ๑๐.๐๐ – ๒๐.๐๐ น. ค่าบัตรเข้าชม เด็กราคา ๑๐ บาท และผู้ใหญ่ราคา ๒๐ บาท

 

0 5651 4982

บึงบอระเพ็ด

 

เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญและงดงามในจังหวัดนครสวรรค์ โดยบึงน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีพื้นที่รวม ๑๓๒,๗๓๗ ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ๓ อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนครสวรรค์ อำเภอท่าตะโก และอำเภอชุมแสง บึงบอระเพ็ดในอดีตเป็นที่ราบลุ่ม แวดล้อมไปด้วยป่าไม้เบญจพรรณอันสมบูรณ์ มีคลองเล็กๆ ไหลผ่านและประกอบไปด้วยหนองน้ำหลายแห่ง เมื่อถึงฤดูฝนจะมีน้ำจากทางเหนือไหลหลากทำให้บริเวณบึงบอระเพ็ดมีน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้างจนกลายเป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ อุดมไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด โดยเฉพาะจระเข้แล้วเป็นที่เลื่องลือกันว่าบึงบอระเพ็ดมีจระเข้ชุกชุม จนผู้คนที่นั่งรถไฟผ่านสามารถมองเห็นจระเข้ลอยอยู่ในบึง ส่วนหนึ่งก็ขึ้นมานอนผึ่งแดดตามชายบึงหรือบนเกาะ และด้วยความอุดมสมบูรณ์นี้จึงได้ชื่อว่าเป็น “ทะเลเหนือ” หรือ “จอมบึง”

 
 ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๖๖ ดร.ฮิวจ์ เอ็ม สมิท  ที่ปรึกษาด้านการประมง กระทรวงเกษตราธิการในขณะนั้น ออกสำรวจบึงบอระเพ็ดและได้รายงานผลการสำรวจว่าบึงบอระเพ็ดเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ มีความสำคัญมากด้านการประมงเพราะเป็นแหล่งพันธุ์ปลาที่ปลาได้อาศัยเลี้ยงตัว วางไข่ และ แพร่พันธุ์ เห็นควรให้มีการบำรุงรักษาให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาต่อไปในอนาคต กระทรวงเกษตราธิการจึงนำความขึ้นกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตสงวนบึงบอระเพ็ดไว้เป็นที่สงวนพันธุ์สัตว์น้ำ โดยการสร้างคันกั้นน้ำและ ประตูระบายน้ำเพื่อเก็บกักน้ำที่ระดับ ๒๓.๘๐ ร.ท.ก. ตลอดปี โดยได้รับพระบรมราชานุญาตให้ดำเนินการเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๙  และใน พ.ศ. ๒๔๙๐ กระทรวงเกษตราธิการได้แบ่งเขตรักษาพืชพันธุ์ออกเป็น ๒ เขต คือ เขตที่ ๑ เป็นเขตหวงห้าม มิให้ผู้ใดทำการประมงโดยเด็ดขาด มีเนื้อที่ ๓๘,๘๕๐ ไร่ เขตที่ ๒ เป็นเขตหวงห้ามที่อนุญาตให้ราษฎรทำการประมง โดยใช้เครื่องมือบางชนิดที่กำหนดให้ใช้ได้ มีเนื้อที่ ๙๓,๘๘๗ ไร่ ๕๖ ตารางวา ปัจจุบันบึงบอระเพ็ดยังมีสัตว์อาศัยอยู่ ๑๔๘ ชนิด พืช ๔๔ ชนิด จากการสำรวจเคยพบสัตว์หายากที่นี่ เช่น นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร ปลาเสือตอ ทั้งภายในบริเวณบึงบอระเพ็ดยังมีสถานที่คอยบริการประชาชนและนักท่องเที่ยว ได้แก่
 
อาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงบอระเพ็ดเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ เป็นอาคารทรงเรือกระแชงแห่งเดียวในประเทศไทย ตัวอาคารกว้าง ๓๗ เมตร ยาว ๔๙ เมตร มีอุโมงค์ปลายาว ๒๔ เมตร แสดงพันธุ์ปลาน้ำจืดกว่า ๑๐๐ ชนิดและพันธุ์ปลาน้ำเค็ม พร้อมทั้งมีส่วนของบ่อปลา Touch Pool ให้สัมผัสใกล้ชิดกับปลาฉลามกบ เม่นทะเล โดยเปิดทุกวัน  ตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐-๑๘.๐๐ น. สามารถชมการดำน้ำให้อาหารปลาทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา ๑๕.๐๐ น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา ๑๑.๐๐ น. และ ๑๕.๐๐ น. มีอัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ ๔๙ บาท เด็ก ๑๙ บาท นักเรียนในเครื่องแบบ ๑๐ บาท พระภิกษุเป็นหมู่คณะตั้งแต่ ๓๐ คนขึ้นไปลดราคา ๒๐%
 
อาคารจัดแสดงและเพาะพันธุ์จระเข้ เป็นอาคารเพาะพันธุ์จระเข้และมีการแสดงจระเข้กับหมอจระเข้ชื่อดังแห่งบึงบอระเพ็ดที่มีประสบการณ์นานกว่า ๒๐ ปี โดยจัดแสดงทุกวันแบ่งเป็น ๖ รอบการแสดง ได้แก่ ๑๐.๓๐ น.  ๑๑.๓๐ น. ๑๒.๓๐ น. ๑๓.๓๐ น. ๑๔.๓๐ น. และ ๑๕.๓๐ น. อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ ๓๐ บาท เด็ก ๒๐ บาท
 
ละครลิงคุณประกิตโชว์ จัดแสดงบริเวณวงเวียนกลาง โดยพบกับการแสดงที่แสนน่ารักแสนรู้ของเจ้าลิงน้อย ทั้งการแสดงละคร การร้องเพลง การเต้นฮิปฮอบ การแสดงฟันดาบ เก็บมะพร้าว ลิงบวกเลข ลิงลอดบ่วงไฟ และอื่นๆ จัดการแสดงเป็นรอบ ดังนี้ วันจันทร์-ศุกร์ ๔ รอบ ๑๐.๓๐ น. ๑๓.๓๐ น. ๑๔.๓๐น. และ ๑๖.๓๐ น. ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิด ๘ รอบ ได้แก่ ๐๙.๐๐ น. ๐๙.๓๐ น. ๑๐.๓๐ น. ๑๓.๐๐ น. ๑๔.๓๐ น. ๑๖.๓๐ น. ๑๗.๐๐ น. และ ๑๗.๓๐ น.อัตราค่าเช่าชม ผู้ใหญ่ ๒๐ บาท เด็ก ๑๐ บาท
 
กิจกรรมล่องเรือชมนก ทะเลบัวบึงบอระเพ็ด โดยสามารถเพลิดเพลินกับบรรยากาศรอบบึงบอระเพ็ดกับธรรมชาติ และระบบนิเวศน์อันอุดมสมบูรณ์ ทะเลบัวนับพันไร่ นกนับแสนตัวที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งชมนก ๑ ใน ๙ ของโลก ทั้งนกท้องถิ่นและนกอพยพหลายสายพันธุ์ที่นักส่องนกไม่ควรพลาด หรือยามเย็นที่มีทัศนียภาพพระอาทิตย์ซึ่งสวยงามไม่แพ้ที่ใด อัตราเช่า  เรือหางยาวลำเล็กนั่งได้ ๕ คน ราคา ๔๐๐ บาท เรือลำใหญ่นั่งได้ ๑๐ คน ราคา ๕๐๐ บาท เรือจะล่องไปถึงเกาะลัดและกลับ ใช้เวลา ๑ ชั่วโมง โดยนำอาหารไปรับประทานบนเรือได้ เรือบริการตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๗.๐๐ น. ถ้าล่องในช่วง ๐๙.๐๐ น. จะพบนกได้ง่ายกว่า
 
กรงกวางรูซ่า ซึ่งเปิดบริการให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถป้อนอาหารกวางรูซ่ารวมทั้งสัตว์ต่างๆ ภายในกรงกวางได้ทุกวัน
 
ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบึงบอระเพ็ด (ตึกเขียว) เป็นที่ทำการของเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด พร้อมเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่ให้บริการอำนวยความสะดวกกับนักท่องเที่ยวที่มาติดต่อขอข้อมูลและรับจองห้องพัก เต้นท์รับรอง หรือสามารถติดต่อขอข้อมูลบ้านพักและเต้นท์ได้ที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ดหรือสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด ซึ่งเป็นที่ตั้งของชมรมดูนกจังหวัดนครสวรรค์ โทร. ๐ ๕๖๓๐ ๐๐๔๐ เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๘.๓๐-๑๖.๓๐ น. ภายในตัวอาคารยังมีร้านจำหน่ายอาหารทั้งอาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว และอาหารอีสาน
 
อาคารสัมมนาและจัดแสดงนิทรรศการ เป็นห้องประชุมขนาดใหญ่สามารถจุคนได้ ๒,๕๐๐ คน ติดเครื่องปรับอากาศ ใช้จัดงานประชุม สัมมนา และงานเลี้ยงสังสรรค์ขององค์กรต่าง ๆ ท่ามกลางบรรยากาศอันสวยงามของบึงบอระเพ็ด
 
สนามฟุตบอลและฟุตซอล ภายในบึงบอระเพ็ดยังมีสนามฟุตบอลและสนามฟุตซอลไว้บริการแก่ผู้ที่สนใจและหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้มาใช้บริการ โดยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบึงบอระเพ็ด (ตึกเขียว)  โทร. ๐๕๖- ๒๗๔๕๒๒ หรือสายด่วน ๑๑๓๑
 
การเดินทางจากตัวเมืองนครสวรรค์ไปบึงบอระเพ็ด สามารถไปได้หลายเส้นทางทางเรือจากตลาดท่าน้ำเทศบาลเมืองนครสวรรค์ไปตามลำน้ำน่านผ่านขึ้นไปทางเหนือ ระยะทาง ๖ กิโลเมตร ถึงปากคลองหนองดุก เมื่อลอดใต้สะพานรถไฟเข้าไปก็จะถึงบริเวณบึงบอระเพ็ด ทางรถยนต์ สามารถเข้าถึงบึงบอระเพ็ดได้ ๒ ด้าน คือ
 
ด้านเหนือ ไปตามเส้นทางสายนครสวรรค์-ชุมแสง ทางหลวงหมายเลข ๒๒๕ ระยะทาง ๙ กิโลเมตร จะมีทางแยกขวาอีก ๒ กิโลเมตร เข้าไปจะมีสถานีพัฒนาประมงน้ำจืดบึงบอระเพ็ด ซึ่งมีศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดจัดแสดงตู้ปลาน้ำจืดชนิดต่าง ๆ เช่น ปลากระโห้ ปลากระเบนขาว ปลากะพงขาว ปลาเทโพ ปลายี่สก เป็นต้น เปิดให้ชมโดยไม่เสียค่าบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๘.๓๐-๑๖.๓๐ น. ยกเว้นวันพุธ นอกจากนี้ยังมีบ่อเพาะพันธุ์จระเข้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถานีพัฒนาประมงน้ำจืดบึงบอระเพ็ด โทร. ๐ ๕๖๒๗ ๔๕๐๑, ๐ ๕๖๒๓ ๐๑๘๓
 
ด้านทิศใต้ของบึงบอระเพ็ด จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๐๐๑ สายนครสวรรค์-ท่าตะโก ระยะทาง ๒๐ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายไปตามป้ายอีก ๔ กิโลเมตร จะถึงอุทยานนกน้ำหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติ   บริเวณที่ตั้งสำนักงานมีสวนพักผ่อนและนกหลายชนิดให้ชม

วัดจอมคีรีนาคพรต

 

ตั้งอยู่ที่บ้านเขาบวชนาค หมู่ ๔ ตำบลนครสวรรค์ออก อำเภอเมือง ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๑ กิโลเมตร วัดอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนข้ามสะพานเดชาติวงศ์เข้าสู่ตัวเมือง เดิมเป็นวัดโบราณ  เรียกว่า “วัดลั่นทม” บ้าง “วัดเขา” บ้าง “วัดเขานครสวรรค์” บ้าง ปัจจุบันใช้ชื่อว่า “วัดจอมคีรีนาคพรต” แต่คนทั่วไปยังคงเรียกว่าวัดเขาบวชนาคหรือเรียกย่อๆว่า “วัดเขา” บริเวณวัดแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสูงเป็นที่ตั้งโรงอุโบสถ วิหาร มณฑป และเจดีย์ อีกส่วนหนึ่งตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาเป็นที่ตั้งศาลาการเปรียญและกุฎิ ภายในวัดยังมีโบสถ์เก่าแก่ที่ชาวบ้าน เรียกว่า “โบสถ์เทวดาสร้าง” ลักษณะเป็นรูปศาลาโถง ไม่มีผนังทั้งสี่ด้าน ทรงแบบโบราณ เครื่องบนเป็นไม้สักล้วน มุงกระเบื้อง มีพาไลโดยรอบ โบสถ์หลังนี้มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่าเมื่อเริ่มสร้าง ได้ติดตั้งเสาพร้อมเครื่องบนให้เป็นรูปโครงของอุโบสถ ตกกลางคืนได้ยินเสียงมโหรีปี่พาทย์ มีเสียงอึกทึกครึมโครมและแสงสว่างไปทั่วบริเวณยอดเขา ชาวบ้านต่างพากันแปลกใจ จึงพากันไปดู ปรากฏว่างานที่ทำไว้นั้นสำเร็จหมดและไม่ปรากฏว่ามีใครเข้าไปทำเลยแม้แต่  คนเดียว จึงเรียกกันว่า “โบสถ์เทวดาสร้าง” และยังมีเรื่องเล่าถึงการจุคนเข้าไปในโบสถ์ที่ไม่ว่าเท่าไหร่ก็มิอาจเต็มเสียที เรื่องนี้เกิดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อเสด็จประพาสนครสวรรค์และได้ทรงนำ ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จทั้งหมดเข้าไปในโบสถ์เทวดาสร้างนี้แต่ก็ไม่เต็ม นอกจากนี้ภายในวัดยังมีรอยพระพุทธบาทจำลอง และประดิษฐานพระศรีสรรเพชญ์เป็นพระประธานในซุ้มเรือนแก้ว ด้านหลังเป็นพระพุทธธัญดร ปางลีลายกพระหัตถ์ขวาแบบศิลปะทวารวดี ในเดือน ๑๒ ของทุกปี จะมีงานวัดเขาที่จัดขึ้นเพื่อนมัสการและปิดทองรอยพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งนอกจากจะมีงานสมโภชน์แล้วยังมีการแข่งขันเรือยาวด้วย

อุทยานสวรรค์

หรืออีกชื่อเรียกว่า “หนองสมบุญ” เป็นสวนสาธารณะกลางเมืองนครสวรรค์ที่มีผู้คนนิยมไปกันมาก โดยภายในอุทยานมีพื้นที่มากกว่า ๓๑๔ ไร่ ประกอบด้วยหนองน้ำขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านเรียกว่า “หนองสมบูรณ์” มีเกาะกลาง สนามหญ้า น้ำพุ และสถานที่สำหรับออกกำลังกายต่าง ๆ ทั้งสนามเด็กเล่น สนามกีฬา เวทีกลางแจ้ง น้ำตก สวนหย่อม  รวมถึงกิจกรรมให้อาหารปลาที่มีมากมายหลายสายพันธุ์ พร้อมทั้งมีบริการห้องน้ำ ห้องแต่งตัวให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งนี้ยังได้รับรางวัลสวนสาธารณะระดับดีมากจากกรมอนามัยอีกด้วย การเดินทางจากกรุงเทพฯ ขับรถมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครสวรรค์ ผ่านค่ายจิรประวัติ (มณฑลทหารบกที่ ๓๑) ถึงสะพานเดชาติวงศ์ จะเจอสี่แยกหอนาฬิกา ตรงนี้จะมีป้อมตำรวจจราจร ชอนตะวัน ขับตรงไปอีกประมาณ ๕๐๐ เมตร จะถึงอุทยานสวรรค์ที่อยู่ทางด้านขวามือ

ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิม



หรือ “ศาลเจ้าพ่อแควใหญ่” ตั้งอยู่บริเวณชุมชนปากน้ำโพ ริมฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามกับตลาดปากน้ำโพ โดยเป็นศูนย์รวมศรัทธาไทย-จีนที่เหนียวแน่นของจังหวัดนครสวรรค์      ตัวศาลเป็นศาลเก่าไม่ปรากฏหลักฐานและปีที่สร้าง มีเพียง “ระฆัง” ที่อยู่ในบริเวณศาลเจ้าที่พอระบุได้ว่ามีอายุอยู่ตั้งแต่ช่วง พ.ศ ใด ตัวระฆังเขียนด้วยภาษาจีนโดย “นายหงเปียว แซ่ผู่”  ได้นำมาจากตำบลแม่จิว อำเภอปุ้นเชียง เกาะไหหลำ สาธารณรัฐประชาชนจีน มาถวายไว้ที่ศาลเจ้าเทพารักษ์เพื่อใช้เป็นระฆังประจำศาลประมาณ พ.ศ. ๒๔๑๓ และมีเรื่องเล่ากันว่าเดิมยังมีศาลเจ้าตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่าน (แควใหญ่) ด้วยกัน ๒ ศาล คือ ศาลเจ้าพ่อกวนอูและศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์เป็นศาลเล็ก ๆ อยู่ใกล้กัน สันนิษฐานว่าตัวศาลคงผุพังลงตามกาลเวลา ชาวปากน้ำโพจึงได้ร่วมใจกันตั้งศาลขึ้นมาใหม่เป็นศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ในปัจจุบันตัวศาลเจ้าโครงสร้างเป็นปูน ตอนกลางเป็นอาคารไม้ดั้งเดิม ภายในนอกจากแท่นบูชาเทพยดาฟ้าดินแล้ว ยังมีที่ประดิษฐานเจ้าพ่อเทพารักษ์หรือปึงเถ่ากง เจ้าพ่อกวนอู เจ้าแม่ทับทิมหรือจุยป๊วยเนี้ย เจ้าแม่สวรรค์ และเจ้าพ่อสามตา

ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ยังถูกอัญเชิญเข้าร่วมการแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพอีกด้วย โดยประเพณีนี้เกิดขึ้นหลังจากโรคห่าและฝีดาษระบาดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ – ๒๔๖๒ ชาวปากน้ำโพได้รับความเดือดร้อนมีผู้คนเจ็บป่วยและล้มตายจำนวนมาก สมัยนั้นด้วยการแพทย์สมัยใหม่ไม่เป็นที่แพร่หลายทำให้ชาวบ้านหันไปพึ่งหมอจีน (ซินแส) เพื่อช่วยรักษาโรคแต่ก็ยังไม่สามารถ      หยุดโรคระบาดได้ ชาวบ้านจึงหันไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีเหตุบังเอิญที่ชาวบ้านไปบนบานต่อเจ้าพ่อเทพารักษ์หรือปุนเถ้ากง เพื่อขอให้ท่านช่วยปัดเป่าโรคร้ายให้หายไปจากหมู่บ้านและได้ทำการเชิญเจ้าเข้าทรงเพื่อทำพิธีรักษาโรค ด้วยการเขียน “ฮู้” หรือกระดาษยันต์เสร็จแล้วนำไปเผาใส่น้ำดื่มกิน ปรากฏว่าโรคที่คร่าชีวิตคนในหมู่บ้านได้หยุดการระบาดลง ผู้คนหายจากโรค               ทำให้เป็นที่เลื่องลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อเทพารักษ์ดังนั้นชาวปากน้ำโพจึงได้ร่วมกันอัญเชิญเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ที่อยู่ในศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์มาแห่รอบตลาดเพื่อความเป็นสิริมงคลตั้งแต่นั้นมา ปัจจุบันองค์เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ที่นำมาร่วมในขบวนแห่หมายถึงองค์เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ และเทพเจ้าต่าง ๆ ที่อยู่ในศาลเจ้า ๒ แห่ง คือ ศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่หน้าผาและศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ ในขบวนแห่จะมีการแสดงต่าง ๆ อย่างยิ่งใหญ่ทุกปีเพราะจัดในช่วงเทศกาลตรุษจีน นอกจากนี้ยังมีพิธีลุยไฟ การแสดงปาฏิหาริย์จากเทพเจ้าในร่างม้าทรงให้นักท่องเที่ยวชมกันอีกด้วย ศาลเแห่งนี้เปิดทุกวัน เวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ น. โดยการเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๒๕ สายนครสวรรค์-ชุมแสง ระยะทาง ๓ กิโลเมตร จากตัวเมือง ศาลเจ้าฯ อยู่ด้านซ้ายมือและมีบริการเรือข้ามฟากจากตลาดบริเวณหน้าเขื่อน ซึ่งมีเรือบริการตั้งแต่เวลา ๐๕.๐๐-๑๙.๐๐ น. ติดต่อ 

โทร. ๐ ๕๖๒๕ ๕๘๐๗

ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา

 

เป็นแหล่งท่องเที่ยวชมความงดงามของแม่น้ำ ๒ สายที่ได้ไหลมาบรรจบกัน จังหวัดนครสวรรค์  จึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองต้นแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่านได้ไหลมาบรรจบกันที่ตำบลปากน้ำโพบริเวณหน้าเขื่อน  ในตัวเมือง (ตรงตลาด) จึงสามารถมองเห็นถึงความแตกต่างของแม่น้ำทั้งสองสายได้อย่างชัดเจน คือตัวแม่น้ำน่านมีสีค่อนข้างแดง แต่แม่น้ำปิงมีสีค่อนข้างเขียว แม่น้ำทั้งสองพอมาบรรจบกันก็กลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่สายสำคัญของประเทศไทยไหลผ่านจังหวัดต่าง ๆ ในภาคกลางไปจนถึงกรุงเทพฯ และออกอ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยจุดชมต้นแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ที่บริเวณหน้าศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิม สำหรับผู้ที่สนใจต้องการล่องเรือชมทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาสามารถหาเช่าเรือนำชมได้ตรงบริเวณท่าน้ำ

วัดเกรียงไกรกลาง

สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. ๒๑๗๔ เดิมมีชื่อเรียกกันต่าง ๆ คือ วัดเชียงกายหรือวัดเชียงกราย หรือวัดเชียงไกร ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นวัดปากน้ำและวัดใหญ่ เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ ทางชลมารค ทอดพระเนตรเห็นน้ำท่วมพื้นที่บริเวณวัดจึงพระราชทานนามว่าวัดคงคาราม ต่อมาวัดได้เปลี่ยนเรียกตามชื่อของตำบลคือเกรียงไกร ปัจจุบันตำบลเกรียงไกรมีวัดเพิ่มขึ้นอีก ๒ วัด ดังนั้นวัดเกรียงไกรจึงต้องมีคำว่า ใต้–กลาง-เหนือ ต่อท้ายชื่อ  ภายในวัดมีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่ในวิหาร ศิลปะสมัยสุโขทัย มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระพุทธรูปว่าเมื่อกรุงสุโขทัยเสื่อมอำนาจลงและมีสงครามอยู่เป็นประจำ ชาวสุโขทัยได้นำพระพุทธรูปล่องแพมาตามลำน้ำจนมาถึงปากน้ำเกรียงไกร แพได้จมลงจึงนำพระพุทธรูปขึ้นและโบกปูนทับเพื่อให้ปลอดภัยจากสงคราม จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๑๔๗ สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ชาวบ้านได้สร้างวัดนี้ขึ้นตรงที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและนำพระพุทธรูปซ่อนไว้ในผนังพระอุโบสถเพื่อป้องกันภัยสงคราม และเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้มีการซ่อมผนังพระอุโบสถจึงพบแต่พระพุทธรูปปูนธรรมดา นานวันเข้าปูนกะเทาะออกจึงทราบว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำงดงาม ทั้งยังมีรอยพระพุทธบาทจำลองประดิษฐานอยู่ภายในและจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพพุทธชาติชาดก ส่วนบริเวณหน้าวัดยังมีฝูงลิงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีฟาร์มจระเข้แบบปล่อยตามธรรมชาติของเอกชน  อีกด้วย ตามปกติวิหารเก่าจะเปิดให้เข้าชมในช่วงเทศกาลเท่านั้น สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าชมช่วงนอกเทศกาลสามารถแจ้งทางวัดให้เปิดเข้าชมได้ การเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๒๕ สายนครสวรรค์-ชุมแสง ระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าไป ๒ กิโลเมตร จะมีป้ายบอกทางไปถึงตัววัด รวมระยะทาง ๑๒ กิโลเมตร จากตัวเมือง หรือเช่าเรือจากท่าน้ำเจ้าพระยาล่องมาตามลำน้ำน่านขึ้นที่ท่าน้ำวัดเกรียงไกรกลาง โดยวัดตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ ตำบลเกรียงไกร ริมฝั่งแม่น้ำน่าน

วัดศรีสวรรค์สังฆาราม

 

หรือวัดถือน้ำ ตั้งอยู่ที่บ้านถือน้ำ หมู่ที่ ๒ ตำบลนครสวรรค์ออก อำเภอเมือง เป็นวัดเก่าแก่ สร้างประมาณ พ.ศ. ๒๓๕๐ แต่เดิมเป็นวัดที่มีความสำคัญมากเพราะเป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของทางราชการในจังหวัดนครสวรรค์ประจำทุกปี ต่อมาได้สร้างศาลหลักเมืองขึ้นจึงได้ย้ายไปประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่ศาลหลักเมืองแทน ทำให้มีการเปลี่ยนชื่อวัดเป็นวัดศรีสวรรค์สังฆารามแต่ชาวจังหวัดนครสวรรค์ก็ยังคงเรียกว่า “วัดถือน้ำ” อยู่จนถึงปัจจุบัน ภายในพระอุโบสถหลังเก่าประดิษฐานพระประธานอายุราว ๑๐๐ ปีเศษ นอกจากนี้ได้พบบุษบก ซึ่งเชื่อว่าเป็นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทั้งยังมีพิพิธภัณฑ์ของใช้โบราณอยู่ภายในเจดีย์กาญจนาภิเษก ๕๐ ปี และเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ (ในขณะนั้น) ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงตัดลูกนิมิตพระอุโบสถหลังใหม่ นับว่าเป็นสิริมงคลแก่ชาวจังหวัดนครสวรรค์อย่างยิ่ง การเดินทางมายังวัด ใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๒ สายเอเชีย เลี้ยวซ้ายไปทางค่ายจิรประวัติ ไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๐๐๑ ระยะทาง ๕ กิโลเมตรจากตัวเมือง โดยมีป้ายบอกตลอดทาง สอบถามข้อมูล โทร. ๐ ๕๖๒๕ ๕๔๔๔

ศาลาที่ประทับ ร. ๕ หน้าวัดเขื่อนแดง

ตั้งอยู่ที่บ้านท่าตากุ๋ย (ตลาดใต้) หมู่ ๑ ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมือง เป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นราว พ.ศ. ๑๙๒๕ เหตุการสร้างวัดเล่าต่อกันมาว่ามีคหบดีตระกูลหนึ่งมีภรรยา ๒ คน  ต่างคนต่างก็มีบุตรชายเมื่ออายุครบบวชก็ได้สร้างวัด ภรรยาคนหนึ่งสร้างวัดชื่อ “วัดฉิมพลียางโทน” อยู่ทางทิศใต้ ส่วนอีกคนหนึ่งสร้าง “วัดเขื่อนแดง” หรือ “วัดศรีสุวรรณ” ในปัจจุบัน อีกชื่อหนึ่งของวัดนี้เรียกว่า “วัดตะแลงแกง” ด้วยเคยเป็นที่กักขังและประหารนักโทษ แต่เดิมวัดร้างทรุดโทรมก่อนจะบูรณะขึ้นใหม่เมื่อครั้งสงครามมหาเอเชียบูรพา พ.ศ. ๒๔๘๕ โดยทหารอาศัยวัดศรีสุวรรณเป็นที่ตั้งกองบัญชาการยุทธภูมิชั่วคราว หน้าวัดมีศาลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร. ๕ เมื่อครั้งเสด็จประพาสต้นเมืองนครสวรรค์ วันที่ ๒๙ สิงหาคม ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙) พระองค์ประทับที่ศาลาหน้าวัดแห่งนี้ เพื่อพิจารณาคดีตามคำปรึกษาของศาลทหาร ให้ประหารชีวิตอ้ายวิม ซึ่งเป็นพลทหารที่ได้ฆ่านายสิบตายเนื่องจากเป็นเวลารักษาราชการเสด็จพระราชดำเนินและทำผิดพระราชกำหนดกฎหมายข้อบังคับของค่ายทหารที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่  ถ้าลดหย่อนโทษจะเป็นเยี่ยงอย่าง

วัดเขื่อนแดงนี้เคยเป็นค่ายนครสวรรค์เก่าต่อมาค่ายทหารนครสวรรค์เดิมถูกย้ายไปฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาแทน ใช้ชื่อว่า “ค่ายจิรประวัติ” เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการทหารและทรงเป็นเสนาธิการทหารบกคนแรก

วัดวรนาถบรรพต

 

เดิมชื่อวัดกบหรือวัดเขากบ เป็นวัดเก่าแก่ของนครสวรรค์ตั้งอยู่บนยอดเขาและเชิงเขากบ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๙๖๒ สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี ผู้สร้างคือพญาบาลเมือง สร้างเพื่ออุทิศแด่พญารามผู้น้อง ช่วงหนึ่งวัดเคยถูกทิ้งร้างปกคลุมด้วยป่าไผ่และต้นไม้ วันหนึ่งหลวงพ่อทองได้ธุดงค์มาจากจังหวัดอุตรดิตถ์เห็นความสงบร่มเย็น  จึงได้ปักกลด ณ ที่แห่งนี้ จนชาวบ้านในพื้นที่มาพบเข้าก็เกิดเลื่อมใสศรัทธาจึงพร้อมใจกันอาราธนานิมนต์ให้หลวงพ่อทองจำพรรษาวัดนี้ และช่วยกันบูรณะปฏิสังขรณ์วัดขึ้นใหม่ บริเวณวัดวรนาถบรรพตมีปูชนียวัตถุที่สำคัญ ได้แก่ เจดีย์ใหญ่ที่สร้างสมัยสุโขทัย วิหารที่ประดิษฐานรูปหล่อหลวงพ่อทอง พระพุทธไสยาสน์ ยาวประมาณ ๑๐ วาเศษ อุโบสถหลังเก่าที่มีรูปปั้นตากบ-ยายเขียด ที่หลวงพ่อทองสร้างอยู่ด้านหน้า ส่วนบนยอดเขากบที่เป็นส่วนหนึ่งของวัดก็มีปูชนียวัตถุที่สำคัญเช่นกันคือ  รอยพระพุทธบาทจำลองสมัยสุโขทัยประดิษฐานอยู่ในวิหาร เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปหินปางนาคปรกสมัยเชียงแสน

วัดวรนาถบรรพตเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ น. การเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๒ สายเอเซีย เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข ๑ มุ่งหน้าสู่เทศบาลนครสวรรค์ ก่อนถึงเทศบาลมีแยกซ้ายมือขึ้นเขากบ ระยะทาง ๑ กิโลเมตร จากตัวเมือง สอบถามข้อมูล โทร. ๐ ๕๖๓๓ ๖๔๒๙, ๐ ๕๖๓๓ ๖๐๙๔

วัดนครสวรรค์

เดิมชื่อว่าวัดหัวเมือง เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยสุโขทัยตอนปลาย ทางราชการได้เคยใช้สถานที่ของวัดนี้ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ก่อนเปลี่ยนชื่อจากวัดหัวเมืองเป็นวัดนครสวรรค์ วัดหัวเมืองมีชื่ออีกชื่อหนึ่งคือวัดโพธิลังการาม เพราะมีผู้นำต้นโพธิ์จากประเทศศรีลังกามาปลูกไว้ที่หน้าวัด บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ๔ ต้น และมีเจดีย์ใหญ่อยู่ใกล้ต้นโพธิ์ที่ปลูก ปัจจุบันทั้งเจดีย์และต้นโพธิ์ไม่ปรากฏให้เห็นแล้ว   ภายในบริเวณวัดปรากฏโบสถ์หลังเดิมเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อศรีสวรรค์ พระพุทธรูปที่เป็นที่เคารพสักการะของชาวนครสวรรค์และยังมีวิหารอันเป็นที่ประดิษฐานพระสองพี่น้อง “พระผู้ให้อภัยยิ่ง” หรือ “พระหันหลังให้กัน” หันหน้าไปทางทิศตะวันออกองค์หนึ่ง อีกองค์หนึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่มีประวัติว่าพม่าสร้างไว้เป็นอนุสรณ์เมื่อยกทัพมาถึงเมืองนครสวรรค์ การหันหลังให้กันอาจหมายถึงการให้อภัยไม่จองเวรจองกรรมกันอีกต่อไป

วัดนครสวรรค์ตั้งอยู่ตรงถนนสวรรค์วิถี ปากซอย ๒๗ รั้วเดียวกับมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย

หอวัฒนธรรมจังหวัดนครสวรรค์

 

ตั้งอยู่ในเขตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ตำบลนครสวรรค์ เป็นอาคาร ๒ ชั้น สถาปัตยกรรมแบบไทยประยุกต์ตรีมุข โดยเป็นศูนย์รวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและวัฒนธรรมของจังหวัด ภายในแบ่งเป็นห้องต่าง ๆ จำนวน ๖ ห้อง ดังนี้

๑. ห้องโสฬส จัดนิทรรศการด้านศิลปวัฒนธรรมระยะยาวหมุนเวียนไปตามเนื้อหาและวัตถุประสงค์ ในรูปของศิลปวัตถุ ชิ้นส่วนโบราณสถาน เครื่องมือ เครื่องใช้สมัยโบราณ

๒. ห้องนิมมานนรดี จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติถาวร ได้แก่ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ครั้งเสด็จประพาสต้นเมืองนครสวรรค์ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์มาจัดแสดง นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ ๑๐ ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพระราชกรณียกิจ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ๓ ครั้ง นอกจากนั้นยังมีนิทรรศการหมุนเวียนต่าง ๆ ทั้งด้านศิลปะและวัฒนธรรมให้แก่ผู้สนใจตามวาระ

๓. ห้องบุญชู โรจนเสถียร ใช้สำหรับจัดแสดงการละเล่นมหรสพพื้นบ้าน ฉายสไลด์ด้านศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ประกวดกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม อบรมสัมมนา ตลอดจนฉายภาพยนตร์อนุรักษ์ ภาพยนตร์ส่วนพระองค์ และภาพยนตร์ตามเทศกาล (เปิดทุกวันพุธ เวลา ๑๓.๐๐ น. และวันอาทิตย์ เวลา ๑๐.๐๐ น.)

๔. ห้องศูนย์ข้อมูลท้องถิ่น บริการการศึกษา ค้นคว้า วิจัยเรื่องราวของจังหวัดนครสวรรค์ในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันในรูปของเอกสารตำรา งานวิจัย สมุดข่อย ใบลาน จดหมายเหตุ แผนที่ ภาพถ่าย สไลด์ เทปบันทึกเสียง และวิดีโอเทป

๕. ห้องประชาสัมพันธ์ เป็นสถานที่ติดต่อประสานงานของศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดนครสวรรค์และงานประชาสัมพันธ์ของหอวัฒนธรรม

๖. ห้องดุสิตา เป็นห้องที่ใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดหอวัฒนธรรม โดยยังคงรักษาไว้ให้อยู่ในสภาพเดิม

นอกจากนี้ยังมีโรงละครขนาด ๑๑๐ ที่นั่ง จัดแสดงประเพณีศิลปวัฒนธรรม หอวัฒนธรรมสร้างเสร็จเมื่อเดือนมิถุนายน            พ.ศ. ๒๕๓๕  โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินมาทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ หอวัฒนธรรมเปิดให้เข้าชมทุกวันเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๓๐ น. โดยไม่มีอัตราเข้าชม ติดต่อ โทร. ๐ ๕๖๒๑ ๙๑๐๐-๒๙ ต่อ ๑๑๓๕, ๐๘ ๘๒๒๗ ๒๑๔๕ 

ถ้ำบ่อยา

 

วัดเทพนิมิตทรงธรรม หรือคนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ “ถ้ำบ่อยา” ตั้งอยู่ที่บ้านหินก้อน ตำบลหนองกรด ห่างจากตัวเมือง ประมาณ ๓๐ กิโลเมตร ในอดีตเป็นที่อยู่อาศัยของบรรดาสัตว์หลายชนิดทั้งสัตว์ปีก สัตว์หากินตอนกลางคืน  และสัตว์เลื้อยคลานหลากหลายชนิดโดยเฉพาะงูนั้นมีอยู่นับไม่ถ้วน และเล่ากันว่าเมื่อก่อนหมู่บ้านหินก้อนได้มีโรคห่าลง   ทำให้ชาวบ้านล้มตายกันมาก จนกระทั่งมีคนแก่มาบอกว่า “ให้นำน้ำที่อยู่ในถ้ำนี้มากินเสีย” ผู้ที่ได้นำน้ำมากินก็หายจากโรคห่า ชาวบ้านจึงเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “ถ้ำบ่อยา” ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๐๘ หลวงพ่อจ้อยได้นำสามเณรมานั่งสมาธิที่ถ้ำนี้จนบรรลุธรรม ทำให้มีคนรู้จักถ้ำบ่อยามากขึ้นพร้อมกับมีผู้มีจิตศรัทธาได้บริจาคเงินเพื่อบูรณะเรื่อยมา กลายสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่ปฏิบัติธรรม โดยตำนานยังเล่าว่าคนที่มาไหว้พระหรือมาปฏิบัติธรรมนั้นจะพบกับงูใหญ่มีหงอน ๒ ตนที่เป็นผู้ดูแลถ้ำนี้

การเดินทาง สามารถใช้ทางหลวงหมายเลข ๑ จากนครสวรรค์ มุ่งหน้าสู่จังหวัดกำแพงเพชร ระยะทาง ๑๕ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายตรงสามแยก เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข ๑๐๗๒ สายหนองเบน        -ลาดยาว ๑ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายตรงป้ายทางเข้าวัดถ้ำบ่อยาซึ่งเป็นทางลูกรัง จากบริเวณเชิงเขาจะพบบันไดขึ้นไปตัวถ้ำ ภายในถ้ำ            แบ่งออกเป็น ๓ ช่วง ช่วงแรกเป็นที่ตั้งพระประธานองค์ใหญ่ ช่วงที่ ๒ อยู่ลึกเข้าไปข้างในเป็นทางตันแต่บริเวณนี้จะมีบ่อน้ำซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นบ่อยาศักดิ์สิทธิ์อยู่ ช่วงที่ ๓ เป็นทางที่จะออกจากบริเวณถ้ำสู่ภายนอกได้ทางหนึ่ง

สะพานเดชา นครสวรรค์

 
ประวัติ
    สะพานเดชาติวงศ์ ได้เริ่มสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2485 สมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาโดยกรมทางหลวง ซึ่งสร้างสะพานแห่งนี้โดยมีจุดประสงค์ให้เป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงระหว่างภาคกลางและภาคเหนือแทน
 
เส้นทางเรือ โดยมีพิธีเปิดให้ใช้งานได้เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2493 โดยมีพันตรี หม่อมหลวงกรี เดชาติวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวงในสมัยนั้นเป็นประธานเปิดสะพาน ต่อมาในปี พ.ศ. 2512 กรมทางหลวงได้งบประมาณทางหลวงหมายเลข 32 ตอน บางปะอิน-นครสวรรค์ จึงได้สร้างสะพานขึ้นอีกสะพานหนึ่งคู่กับสะพานเดชาติวงศ์เดิม เรียกว่า สะพานเดชาติวงศ์ 2 โดยเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กคู่ขนานไปกับสะพานเดชาติวงศ์เดิม และเปิดใช้เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2514 ต่อมาได้มีการสร้างสะพานเดชาติวงศ์ 3 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 และสร้างเสร็จและเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2536
 
    ในปัจจุบันสะพานเดชาติวงศ์จะเปิดใช้งานเพียง 2 สะพาน คือ สะพานเดชาติวงศ์ 2 และ 3 ส่วนสะพานเดชาติวงศ์ 1 ทางจังหวัดนครสวรรค์เปิดไว้เป็น สะพานประวัติศาสตร์ ซึ่งใช้ในการจัดงานต่างๆ ของจังหวัด หรือเปิดให้ใช้งานได้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น เกิดอุบัติเหตุ การจราจรติดขัด เป็นต้น และในช่วงเทศกาลการจราจรจะหนาแน่นมาก เช่น ช่วงสงกรานต์,ปีใหม่ ฯลฯ

สวนกล้วยไม้พิไลพร

ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑๒ บ้านวังยาง ตำบลตะเคียนเลื่อน มีพื้นที่ ๒๐ ไร่ โดยเปิดให้ชมการปลูกเลี้ยงและจัดจำหน่ายพันธุ์กล้วยไม้ต่าง ๆ อาทิ แคทลียา แวนด้า ช้าง และไม้ไทย รวมทั้งยังมีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดตามฤดูกาล เช่น มะม่วง กล้วยหอม กระท้อน มะนาวเมืองจีน ชมพู่น้ำเพชร ฝรั่ง มะละกอแขกดำ มะปราง มะยงชิด การเดินทางใช้เส้นทางสายนครสวรรค์-อำเภอโกรกพระ ระยะทาง ๖ กิโลเมตร เลี้ยวขวาตรงปากทางเข้าวัดวังยางอีก ๒ กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวซ้ายไป     ตามป้ายบอกทาง ๕ กิโลเมตร สวนกล้วยไม้จะอยู่ทางด้านขวามือ

www.ppsorchids.com, www.facebook.com/PPSorchidFarm
โทร.๐๘ ๑๐๔๖ ๖๙๖๐, ๐๘ ๖๙๓๒ ๖๒๕๕

วัดเกาะหงษ์

 

เป็นวัดเก่าแก่อายุกว่า ๒๐๐ ปี สร้างขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๓๖ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ชุมชนเดิม   บริเวณวัดเป็นกลุ่มที่มีเชื้อสายมอญ ภายในบริเวณวัดยังคงเหลือสถาปัตยกรรมที่สำคัญคือวิหาร (โบสถ์เก่า)  ลักษณะศิลปะอยุธยาตอนปลายถึงช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ด้านในปรากฏภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปเทพชุมนุมหลายองค์เขียนต่อเนื่องกันไปแบบงานจิตรกรรมสมัยอยุธยา ฝีมือช่างหลวง เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสต้นทางเหนือและทรงแวะวัดเกาะหงษ์ พระองค์ได้เสด็จขึ้นไปมนัสการพระประธานในอุโบสถและทอดพระเนตรเห็นพระสังกัจจายน์แบบยืนแล้วพอพระทัยเป็นอันมาก จึงทรงขออัญเชิญไปและพระราชทานพระราชทรัพย์จำนวน ๑ ชั่ง (๘๐บาท) เพื่อให้จัดสร้างใหม่ขึ้นมาแทน ซึ่งก็คือองค์ปัจจุบัน และเนื่องจากชุมชนเดิมและปัจจุบันยังคงมีเชื้อสายคนมอญอยู่ จึงได้มีการอนุรักษ์การละเล่นแบบโบราณ อาทิ การเล่นสะบ้า ลูกช่วง มอญซ่อนผ้า รวมถึงงานประเพณีต่าง ๆ เช่น งานประเพณีแข่งเรือ งานปิดทองไหว้พระ งานประเพณีสงกรานต์ อีกทั้งวัดเกาะหงษ์ยังมีชื่อเสียงด้านการรักษาโรคด้วยวิธีการเหยียบฉ่า ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน การเดินทางใช้เส้นทางสายนครสวรรค์-อำเภอโกรกพระ ระยะทาง   ๖ กิโลเมตร วัดอยู่ทางด้านซ้ายมือ อยู่ห่างจากตัวจังหวัด  ๗ กิโลเมตร ระหว่างทางมีร้านค้าชุมชนขายผลไม้ตามฤดูกาล

ศูนย์แสดงเครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ

 

สืบทอดมรดกภูมิปัญญาที่ตกทอดมากว่า ๒๐๐ ปี ของชาวมอญที่อพยพมาจากอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้มาตั้งถิ่นฐานมีหลายหลังคาเรือนและประกอบอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผาที่ได้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ จนกลายเป็นหมู่บ้านภูมิปัญญาการทำเครื่องปั้นดินเผาในปัจจุบัน ภายในเป็นศูนย์สาธิตด้านการทำเครื่องปั้นดินเผา และเปิดให้เข้าชมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ อาทิ โอ่ง กระถาง ของประดับดินเผาตกแต่งสวน ตกแต่งบ้าน ของที่ระลึก ศูนย์แสดงเครื่องปั้นดินเผานี้ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑ ตำบลบ้านแก่ง อำเภอเมือง ห่างจากเมืองนครสวรรค์ ประมาณ ๑๖ กิโลเมตร อยู่ติดกับอำเภอเก้าเลี้ยว การเดินทางใช้เส้นทางถนนนครสวรรค์-พิษณุโลก เลี้ยวเข้าแยกนวมินทร์ ขับรถต่อไปอีก ๑๖ กิโลเมตร              

ก็จะถึงตัวหมู่บ้าน สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแก่ง โทร. ๐ ๕๖๓๖ ๒๔๐๗

ชุมชนชาวไทยทรงดำบ้านไผ่สิงห์

 

ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ตำบลไผ่สิงห์ ในอดีตพื้นที่บริเวณเป็นที่ดอน มีป่าไผ่และสัตว์ป่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ยังมีนายพรานชื่อสิงห์ที่มีความชำนาญในการดำรงชีพในป่าได้มาพักอาศัยอยู่บริเวณป่าแห่งนี้เป็นคนแรก ต่อมาชาวไทยทรงดำชื่อตาพัก-ยายช้อย ที่อพยพจากบ้านโคกคม จังหวัดเพชรบุรี ก็ได้มาสร้างบ้านอยู่ร่วมกับพรานสิงห์พร้อมกับชาวไทยทรงดำรุ่นต่อ ๆ มา ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันเรียกชื่อหมู่บ้านตามลักษณะพื้นที่บริเวณนั้นและผู้อาศัยคนแรกว่าบ้านไผ่ตาสิงห์ ต่อมาเรียกเพี้ยนเป็นบ้านไผ่สิงห์จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากชุมชนนี้เป็นกลุ่มชาติพันธุ์จึงมีเอกลักษณ์ และมีความน่าสนใจศึกษาเรียนรู้ อาทิ ภาษา การแต่งกาย อาหารการกิน รูปแบบที่อยู่อาศัย ขนบธรรมเนียมประเพณี และพิธีกรรมต่าง ๆ สำหรับการเดินทางมายังชุมชนนี้สามารถใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๒๕ สายนครสวรรค์-ชุมแสง อยู่ห่างจากอำเภอเมืองนครสวรรค์ ๓๕ กิโลเมตร สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลเกยไชย โทร. ๐ ๕๖๒๘ ๒๗๘๔       และสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอชุมแสง โทร. ๐ ๕๖๒๘ ๒๗๙๔