แหล่งท่องเที่ยว

ถิ่นประสูติพระเจ้าเสือ                แข่งเรือยาวประเพณี
พระเครื่องดีหลวงพ่อเงิน          เพลิดเพลินบึงสีไฟ
ศูนย์รวมใจหลวงพ่อเพชร         รสเด็ดส้มท่าข่อย
ข้าวเจ้าอร่อยลือเลื่อง                 ตำนานเมืองชาละวัน
 
                พิจิตร เมืองพญาชาละวัน ถิ่นกำเนิดนิทานเรื่อง “ไกรทอง” เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางภาคเหนือตอนล่าง มีความหมายว่า “เมืองงาม” ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดนครสวรรค์กับจังหวัดพิษณุโลก มีแม่น้ำน่านกับแม่น้ำยมไหลผ่าน ตัวเมืองอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่าน พิจิตรเป็นเมืองเก่าแก่ ในสมัยสุโขทัย ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชและในศิลาจารึกหลักที่ ๘ รัชกาลพระยาลิไท เรียกว่า “เมืองสระหลวง” ซึ่งมีสถานะเป็นหัวเมืองเอกของกรุงสุโขทัย ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองโอฆบุรี” ซึ่งแปลว่า “เมืองในท้องน้ำ” นอกจากนี้เมืองพิจิตรยังเป็นที่ประสูติของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาพระองค์หนึ่งคือ สมเด็จพระศรีสรรเพชญที่ ๘ หรือ สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือสมัยรัตนโกสินทร์เมืองพิจิตรเป็นเพียงเมืองขนาดเล็ก แต่ก็ยังมีเจ้าเมืองปกครองเช่นเมืองอื่น ๆ เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงโปรดให้ย้ายเมืองพิจิตรมาตั้งที่บ้านคลองเรียงซึ่งเป็นคลองขุดใหม่ ลัดแม่น้ำน่านที่ตื้นเขิน คลองเรียงจึงกลายเป็นแม่น้ำน่านไป ส่วนบริเวณเมืองพิจิตรเก่ายังปรากฏโบราณสถานอยู่หลายแห่ง ซึ่งมีอายุตั้งแต่สมัยสุโขทัยถึงสมัยอยุธยา
 
แผนที่ ในตัวเมือง จังหวัดนครสวรรค์-พิจิตร
แผนที่ ท่องเที่ยว จังหวัดนครสวรรค์-พิจิตร

 

วัดท่าหลวง

 


เป็นวัดสำคัญของจังหวัดพิจิตร สร้างขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๘๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันตก ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปปางมารวิชัยสมัยเชียงแสน ที่มีลักษณะงดงามหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง ๑.๔๐ เมตร สูง ๑.๖๐ เมตร หลวงพ่อเพชรเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่เมืองพิจิตร ตามประวัติเล่าว่า เจ้าเมืองพิจิตรอยากได้พระประธานมาประดิษฐานที่เมืองพิจิตร ครั้งเมื่อทัพกรุงศรีอยุธยาได้เดินทางผ่านเมืองพิจิตรเพื่อไปปราบขบถจอมทองที่เมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองพิจิตรจึงได้ขอร้องกับแม่ทัพว่าเมื่อปราบขบถเสร็จแล้ว  ช่วยหาพระพุทธรูปมาฝากด้วย เมื่อเสร็จศึกแล้วแม่ทัพผู้นั้นได้อาราธนาพระพุทธรูปหลวงพ่อเพชรลงแพลูกบวบล่องมาทางแม่น้ำปิง  โดยฝากเจ้าเมืองกำแพงเพชรไว้ ภายหลังจึงอาราธนาหลวงพ่อเพชรมาประดิษฐาน ณ พระอุโบสถวัดนครชุมก่อน แล้วจึงย้ายมาประดิษฐานที่พระอุโบสถวัดท่าหลวง อำเภอเมืองพิจิตร จนถึงปัจจุบัน สำหรับพระอุโบสถเปิดให้เข้านมัสการหลวงพ่อเพชรได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. ติดต่อ โทร. ๐๕๖ ๖๑๒๕๘๕, ๐๕๖ ๖๑๕๓๕๙, ๐๘ ๑๗๒๗ ๗๕๒๗

พิพิธภัณฑ์เมืองพิจิตร

เป็นสถานที่จัดแสดงและรวบรวมข้อมูลวิถีชีวิต ภูมิปัญญา กลุ่มชาติพันธุ์ ศาสนา ความเชื่อ วัฒนธรรม ประเพณีของคนในจังหวัดพิจิตร ภายในแบ่งเป็นห้องจัดแสดงนิทรรศการถาวรจำนวน ๑๐ ห้อง ได้แก่ ห้องภูมิหลัง ห้องภูมิเมือง ห้องคีตนาฏศิลป์ ห้องภูมิปัญญา ห้องภูมิธรรม ห้องภูมิชีวิต ห้องบรรยายสรุป ห้องสินแผ่นดิน ห้องบุคคลสำคัญ ห้องภาษา และวรรณกรรม และห้องภูมิชน โดยพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ที่ศาลากลางจังหวัดพิจิตร (หลังเดิม) เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๘.๓๐ – ๑๖.๓๐ น. โดยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิจิตร โทร. ๐ ๕๖๖๑ ๒๖๗๕-๖ 

บึงสีไฟ

 
 
 
 
เป็นบึงเก่าแก่ของจังหวัดพิจิตรและเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่เป็นอันดับ ๓ ของประเทศ มีอาณาเขตติดต่อ ๔ ตำบล คือ ตำบลท่าหลวง ตำบลคลองคะเชนทร์ ตำบลโรงช้างและตำบลเมืองเก่า ปัจจุบันเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดและสถานที่พักผ่อนของประชาชนทั่วไป โดยบึงสีไฟถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งแรกของจังหวัดพิจิตร
 
ภายในบริเวณมีสิ่งน่าสนใจ ดังนี้    
 
- สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ พิจิตร เป็นสวนสมเด็จ ฯ แห่งแรกของประเทศไทย สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อครั้งทรงมีพระชนมายุครบ ๘๐ ปีมีพื้นที่ ๑๗๐ ไร่ โดยเป็นพื้นดิน ๑๒๐ ไร่ และพื้นน้ำ ๕๐ ไร่ ลักษณะเป็นสวนพักผ่อนริมบึงสีไฟ มีสะพานทอดลงน้ำสู่ศาลาใหญ่ ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมมาให้อาหารปลาและชมอาทิตย์ลับขอบฟ้าบริเวณริมบึงจัดตกแต่งเป็นสวนที่มีทั้งไม้ใหญ่และสวนไม้ดอกไม้ประดับ มีเวทีเนินดินสำหรับใช้จัดรายการบันเทิงต่าง ๆ
 
- รูปปั้นพญาชาละวัน ตั้งอยู่ด้านหน้าของบึงสีไฟยังมีรูปปั้นจระเข้ มีความยาว ๓๘ เมตร กว้าง ๖ เมตร สูง ๕ เมตร  ภายในตัวจระเข้ทำเป็นห้องประชุม ขนาด ๒๕-๓๐ ที่นั่ง และยังเป็นรูปปั้นจระเข้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย โดยสร้างขึ้นตามตำนานสมัยพิจิตรยังมีเจ้าเมืองปกครองว่ามีตายายออกไปหาปลาและพบไข่จระเข้ที่สระน้ำแห่งหนึ่ง จึงเก็บมาฟักเป็นตัวเลี้ยงไว้ในอ่างน้ำเพราะยายอยากเลี้ยงไว้แทนลูก ต่อมาจระเข้ตัวใหญ่ขึ้นจึงนำไปเลี้ยงไว้ในสระใกล้บ้านหาปลามาให้เป็นประจำ พอโตขึ้นตายายหาปลามาให้เป็นอาหารไม่พออิ่ม จระเข้จึงกินตายายเป็นอาหาร เมื่อขาดคนเลี้ยงดูให้อาหาร จระเข้ใหญ่จึงออกจากสระไปอาศัยอยู่ในแม่น้ำน่านเก่า สมัยนั้นแม่น้ำน่านเก่ายังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลานานาชนิด มีน้ำบริบูรณ์ตลอดปี จระเข้ใหญ่เที่ยวออกอาละวาดอยู่ในแม่น้ำตั้งแต่ย่านเหนือเขตวังกระดี่ทอง ดงชะพลู จนถึงเมืองเก่า ด้วยจระเข้ใหญ่ของตายายได้เคยกินเนื้อมนุษย์แล้วจึงเที่ยวอาละวาดกัดกินคนทั้งบนบกและในน้ำไม่มีเว้นแต่ละวันจึงถูกขนานนามว่า “ไอ้ตาละวัน” ตามภาษาพูดของชาวบ้านที่เรียกตามความดุร้ายที่มันทำร้ายคนไม่เว้นแต่ละวัน ต่อมาจึงเรียกเพี้ยนเสียงเป็น “ไอ้ชาละวัน” และยังเล่าถึงความใหญ่โตว่าเวลามัน อวดศักดาลอยตัวปริ่มน้ำขวางคลอง ลำตัวจะยาวคับคลอง หัวอยู่ฝั่งนี้ หางอยู่ฝั่งโน้น เรื่องจระเข้นี้เป็นที่เลื่องลือมาก จนพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ได้ทรงหยิบยกมาพระราชนิพนธ์บทละครนอกเรื่อง “ไกรทอง” และให้นามจระเข้ใหญ่ว่า “พญาชาละวัน”
 
- สถานแสดงพันธุ์ปลาเฉลิมพระเกียรติ ตั้งขึ้น พ.ศ. ๒๕๒๑ โดยกรมประมงได้จัดตั้งสถานที่เพื่อเพาะพันธุ์ปลาในบริเวณสถานที่ประมงน้ำจืด ลักษณะตัวอาคารเป็นรูปดาวเก้าแฉก ยื่นลงในบึงสีไฟ ภายในประกอบด้วยตู้แสดงพันธุ์ปลามากกว่า ๒๐ ชนิด มีการสับเปลี่ยนชนิดของปลาเป็นประจำ บริเวณส่วนกลางของอาคารยังทำเป็นช่องสำหรับชมปลาและให้อาหารปลาอีกด้วย โดยเปิดให้เข้าชมทุกวัน ซึ่งวันธรรมดาเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๘.๐๐ น. และวันหยุดราชการเปิดตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๙.๐๐ น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ๐ ๕๖๖๑ ๑๓๐๙
 
- น้ำตกสามมิติ เป็นเทคนิคการวาดภาพน้ำตก ๓ มิติ โดยภาพที่วาดเล่าเรื่องตำนานชาลวันลงบนพื้นถนนจนดูเหมือนเล่นอยู่ในน้ำตกและอาณาจักรพญาชาละวันจริง ๆ โดยสามารถมองดูได้จากมุมสูงจากหอดูนกในบึงสีไฟ ในช่วงเวลา ๑๐.๐๐-๑๑.๐๐ น. แสงอาทิตย์จะทำมุมกับภาพที่วาดจนดูเหมือนเล่นอยู่ในน้ำตกจริง ๆ
 
- อุทยานบัว เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่จัดทำขึ้นใหม่เพื่อศึกษาบัวสายพันธุ์ต่าง ๆ  ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของบึงสีไฟ ประกอบด้วย อาคารนิทรรศการบัว ๓ หลัง ที่เป็นแหล่งรวบรวมและแสดงองค์ความรู้เกี่ยวกับบัวที่มีอยู่ในประเทศไทยและสายพันธุ์ของบัว ภายในบึงสีไฟ บริเวณโดยรอบเป็นสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนและออกกำลังกาย อีกทั้งยังมีการรวบรวมบัวสายพันธุ์ต่าง ๆ มาปลูกไว้ในอ่างบัวให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชม และหอคอยสูงสำหรับชมทิวทัศน์ของบึงสีไฟมองเห็นนกนานาชนิดที่อาศัยอยู่โดยรอบบริเวณ จุดเด่นสุดท้ายอยู่ที่สะพานชมบัวแดงซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินไปตามสะพานที่สร้างยื่นเข้าไปในบึงสีไฟสำหรับชมบัวแดงที่ขึ้นได้อย่างใกล้ชิด

ศาลเจ้าแม่ทับทิมท่าฬ่อ

เป็นศาลเจ้าที่ชาวจีนไหหลำสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพธิดาแห่งท้องทะเลที่คุ้มครองผู้เดินทางทางเรือ เรียกว่า “จุ้ยบ้วยเนี้ยว” แปลว่าเจ้าแม่ชายน้ำ หรือศาลเจ้าแม่ทับทิมในภาษาไทย เนื่องจากมีเครื่องประดับประจำพระองค์ เป็นพลอยสีแดง เจ้าแม่ทับทิมเป็นที่เคารพบูชาในหมู่ชาวเรือ ศาลเจ้าแม่ทับทิมท่าฬ่อมีประวัติความเป็นมากว่าร้อยปี  ใน พ.ศ. ๒๔๑๐ สมัยนั้นเจ้าของอู่ต่อเรือซึ่งตั้งถิ่นฐานทำการค้าอยู่ที่บ้านท่าฬ่อเป็นผู้อัญเชิญองค์เจ้าแม่ทับทิมมาจากประเทศจีน และได้บริจาคซุงไม้สักจำนวน ๒ แพ เพื่อปลูกสร้างศาลขนาดใหญ่ถวาย ภายในศาลมีองค์เจ้าแม่ทับทิม (ตุ้ยบ่วยเต่งเหนี่ยง) เป็นองค์ประธาน ด้านขวาเป็นที่ประทับของเจ้าพ่อกวนอู ด้านซ้ายเป็นที่ประทับของเจ้าพ่อปุ้นเถ่ากงและปุ้นเถ่าม่า โดยองค์เจ้าแม่ทับทิมและองค์เจ้าพ่อกวนอูได้อัญเชิญมาจากเกาะไหหลำ มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีนเพื่อให้เป็นที่สักการะบูชาของชาวบ้านและผู้เลื่อมใสศรัทธา ทั้งยังใช้ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นสถานที่สอนวิชาความรู้ต่าง ๆ อาทิ สอนหนังสือไทย หนังสือจีน ให้แก่บุตรหลานคนในหมู่บ้านอีกด้วย ภายในศาลเจ้ายังพบถาวรวัตถุอันสำคัญ คือ เกี้ยวสำหรับประทับขององค์เจ้าแม่ที่นำมาจากประเทศจีน เป็นเรือนไม้แกะสลักทั้งหลังด้วยลายดอกไม้ และสัตว์ต่าง ๆ ตามแบบฉบับศิลปะจีน วัตถุกายสิทธิ์ซึ่งเป็นเครื่องหมายประจำเซียนทั้งแปด (โป๊ยป้อ) จำนวน ๒ ชุด (๑๖ อัน) นับเป็นวัตถุล้ำค่าซึ่งทำขึ้นมาโดยเฉพาะจากนครกวางเจาสมัยนั้น ในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์และอภินิหารของเจ้าพ่อเจ้าแม่แห่งศาลเจ้าแม่ทับทิมท่าฬ่อ เป็นที่เลื่องลือกันมาตั้งแต่สมัยเริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน โดยตัวศาลเจ้าตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก ทางด้านหลังใกล้ทางรถไฟสายเชียงใหม่-กรุงเทพฯ การเดินทางสามารถใช้ทางหลวงหมายเลข ๑๑๑ สายพิจิตร-สากเหล็ก เลี้ยวซ้ายเข้าซอยวัดวิจิตราราม ผ่านตลาดท่าฬ่อแล้วเลี้ยวซ้ายเข้ามายังศาลเจ้า

วัดโรงช้าง

เป็นวัดเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อคราวพระยาโคตรบองขึ้นครองราชย์สถานที่แห่งนี้เรียกว่า “กองช้าง” เพราะเป็นที่พักของกองช้าง ต่อมาเรียกเพี้ยนกันไปเป็น “คลองช้าง” กระทั่งทางราชการได้เปิดโรงเรียนประชาบาลขึ้นบริเวณวัดนี้ จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดโรงช้าง” ซึ่งมีสิ่งน่าสนใจคือเจดีย์องค์ใหญ่ที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ บริเวณรอบองค์เจดีย์  มีตู้พระไตรปิฎกจำนวน ๑๐๘ ตู้ ให้ประชาชนได้ทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล และภายในองค์เจดีย์ยังสร้างเป็นห้องลับใต้ดิน เพื่อใช้เก็บแผ่นอิฐจารึกพระไตรปิฎกจำนวน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ด้วยสันนิษฐานประกอบกับเล็งเห็นว่าอนาคตอาจมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เช่น สงครามหรือภัยธรรมชาติที่ส่งผลให้พระไตรปิฎกสูญหาย นอกจากนั้นบริเวณวัดยังมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ๓ องค์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ปางห้ามญาติ และปางไสยาสน์ ให้ประชาชนได้กราบสักการะ สำหรับการเดินทางสามารถใช้ทางหลวงหมายเลข ๑๑๕ สายพิจิตร-สามง่าม-วังจิก และทางหลวงหมายเลข ๑๐๖๘  หลักกิโลเมตรที่ ๕ โดยวัดโรงช้างตั้งอยู่ที่ตำบลโรงช้างทางทิศใต้ของตัวเมือง

อุทยานเมืองเก่าพิจิตร

ตั้งอยู่ในส่วนของเมืองพิจิตรเก่า โดยสร้างขึ้นในสมัยพระยาโคตรบอง เมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๖๐๑ ภายในกำแพงเมืองมีพื้นที่ ๔๐๐ ไร่เศษ ลักษณะเป็นเมืองโบราณที่ประกอบด้วยซากโบราณสถานต่าง ๆ อาทิ กำแพงเมือง คูเมือง เจดีย์เก่า ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๒๐ กรมป่าไม้ได้ดำเนินการจัดตั้งเป็นสวนรุกขชาติและตั้งชื่อว่า “สวนรุกขชาติกาญจนกุมาร” ทำให้ภายในบริเวณอุทยานมีต้นไม้ให้ความร่มหลายชนิดเหมาะสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ทั้งยังมีสถานที่น่าสนใจภายในอุทยานเมืองเก่าแห่งนี้ คือ

ศาลหลักเมือง สร้างขึ้นพร้อมเมืองพิจิตรเก่าตั้งแต่สมัยพระยาโคตรบองและปรับปรุงเรื่อยมาจนปัจจุบัน โดยเป็นอาคาร ๒ ชั้น ด้านบนเป็นที่ตั้งของศาลหลักเมือง ส่วนด้านล่างเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นของพระยาโคตรบองซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “พ่อปู่” ตามประวัติมีการขุดพบเสาหลักเมืองเก่าที่ทำจากไม้ชัยพฤกษ์และโครงกระดูกมนุษย์ที่ถูกฝังลงมาพร้อมหลักเมืองทั้งสี่มุมด้วย

ถ้ำชาละวัน  เป็นชื่อที่มาจากวรรณคดีเรื่องไกรทอง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ลักษณะเป็นช่องขุดลึกลงไปในดิน ซึ่งมีเรื่องเล่าว่าเมื่อประมาณ ๖๕ ปีก่อน พระภิกษุวัดนครชุมรูปหนึ่งจุดเทียนไข  เดินเข้าไปในถ้ำจนเทียนหมดหนึ่งเล่มก็ยังไม่ถึงก้นถ้ำ จึงไม่ทราบว่าภายในถ้ำชาละวันจะสวยงามวิจิตรพิสดารเพียงใด ปัจจุบันดินพังทลายทับถมถ้ำจนตื้นเขินแทบมองไม่เห็นปากถ้ำเก่า ด้านหน้าปากถ้ำมีการสร้างรูปปั้นไกรทองและชาละวันไว้

เกาะศรีมาลา ลักษณะเป็นมูลดินคล้ายเกาะเล็ก ๆ อยู่กลางคูเมืองนอกกำแพงเก่า มีคูล้อมรอบเกาะแต่ตื้นเขิน สันนิษฐานจากลักษณะแล้วเกาะศรีมาลาเดิมน่าจะเป็นป้อมหรือหอคอยรักษาการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยได้ผูกเรื่องกับวรรณคดีขุนช้างขุนแผน เนื่องจากศรีมาลาเป็นลูกสาวคนเดียวของพระพิจิตรกับนางบุษบาและเป็นภรรยาของพลายงามด้วย บริเวณใกล้เคียงมีรูปปั้นของม้าสีหมอกพาหนะคู่ใจของขุนแผน

โดยการเข้าชมอุทยานเมืองเก่าพิจิตรไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ตัวอุทบานตั้งอยู่หมู่ที่ ๔ บ้านเมืองเก่า ตำบลเมืองเก่า ซึ่งตั้งอยู่นอกเมืองและอยู่กลางคูเมือง การเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข ๑๑๕ สายพิจิตร-สามง่าม-วังจิก และทางหลวงหมายเลข ๑๐๖๘

วัดนครชุม

หรือเรียกกันว่าวัดใหญ่ เป็นวัดเก่าอายุราว ๘๐๐ ปี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย ด้านตะวันออกมีพระอุโบสถเก่าแก่ก่ออิฐฉาบปูน เครื่องบนเป็นไม้โดยใช้สลักไม้แทนตะปู มีช่องระบายลมแทนหน้าต่าง แต่เดิมพระอุโบสถหลังนี้เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่กัน ๒ องค์ คือ หลวงพ่อเพชรกับหลวงพ่อพัน ซึ่งต่อมาหลวงพ่อเพชรถูกอัญเชิญไปยังวัดท่าหลวง ปัจจุบันภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปหลวงพ่อพันที่เชื่อกันว่าสมัยก่อนเป็นพระประธานในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา   ของเมืองพิจิตร การเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข ๑๐๖๘ สายพิจิตร-สามง่าม-วังจิก อยู่ประมาณหลักกิโลเมตรที่ ๙

วัดหัวดง

สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๓ ผูกพัทธสีมาครั้งแรก (ฝังลูกนิมิต) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ มีอาณาเขต ๔๐ ไร่   วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๘ ได้พบพระรูปเหมือนหลวงพ่อเงินขนาดหน้าตักกว้าง ๕ นิ้ว เนื้อนวโลหะ (ทองเหลือง)  แทรกขึ้นมาที่ต้นอินทนิลซึ่งมีอายุประมาณ ๒๐ ปีเศษ ซึ่งหลวงพ่อเงินเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังมีประชาชนเคารพนับถือเป็นจำนวนมาก และเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ได้ขุดพบไหโบราณใต้แผ่นศิลาฤกษ์ ภายในมีพระเครื่องโบราณจำนวนมาก การเดินทางมาใช้เส้นทางสายพิจิตร-ตะพานหิน โดยวัดตั้งอยู่หมู่ที่ ๗ ตำบลหัวดง ห่างจากตัวเมืองพิจิตรไปทางตอนใต้ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร

วัดเขารูปช้าง

ตั้งอยู่ตำบลดงป่าคำ อำเภอเมือง สร้างขึ้น พ.ศ. ๒๒๔๔ ในรัชสมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ หรือพระเจ้าเสือแห่งกรุงศรีอยุธยา โดยสมุหนายกผู้ควบคุมไพร่พลมาสร้างวัดโพธิ์ประทับช้างตามพระราชประสงค์ได้มาพบภูเขาส่วนยอด ซึ่งมีลักษณะเหมือนรูปช้าง เห็นว่าเป็นสถานที่เหมาะที่จะสร้างวัด สร้างที่พักอยู่บนที่สูงเพื่อตรวจภูมิประเทศ เมื่อสร้างเสร็จจึงให้            ชื่อว่า “วัดเขารูปช้าง” ตามลักษณะหินสีขาวที่ซ้อนกันอยู่เป็นรูปช้างคุกเข่า และเมื่อวันที่ ๒๒-๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๓๗๖   พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เมื่อครั้งผนวชเป็นภิกษุ หลังเสด็จธุดงค์ทรงแวะประทับที่วัดเขารูปช้างเพื่อร่วมการฉลองวิหาร       ปัจจุบันด้านบนวัดเขารูปช้างมีเจดีย์แบบลังกาตั้งอยู่ซึ่งแต่เดิมเป็นเจดีย์เก่า ทางวัดได้ทำการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ โดยประดับกระเบื้องเคลือบสีทองทั้งองค์ มีรั้วรอบองค์เจดีย์ ส่วนบริเวณลานกว้างบนยอดเขาทางวัดได้สร้างวิหารใหญ่ขึ้น ใกล้กันมีเจดีย์เก่าอยู่องค์หนึ่งเป็นเจดีย์แบบลังกาทรงเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง สันนิษฐานว่าสร้างสมัยอยุธยา องค์ระฆังเป็นกลีบมะเฟืองแต่ยอดเจดีย์หักแล้ว นอกจากนั้นยังมีมณฑปหลังเก่าแบบทรงจัตุรมุข ภายในประดิษฐานรอยพระพุทธบาทสัมฤทธิ์ ฝาผนังปรากฏภาพเขียนเรื่องไตรภูมิพระร่วง การเดินทางใช้เส้นทางสายพิจิตร-ตะพานหิน วัดอยู่ห่างจากตัวอำเภอประมาณ ๑๕ กิโลเมตร

วัดโพธิ์ประทับช้าง

เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยาสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๒๔๒-๒๒๔๔ ในรัชสมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ หรือพระเจ้าเสือแห่งกรุงศรีอยุธยา เพื่อเป็นอนุสรณ์อันเป็นสถานที่ประสูติของพระองค์ วัดโพธิ์ประทับช้างตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำพิจิตรเก่า หน้าวัดมีต้นตะเคียนซึ่งมีอายุกว่า ๒๐๐ ปี วัดโดยรอบได้ ๗ เมตร ๖๐ เซนติเมตร หรือประมาณ ๗ คนโอบ ภายในวัดมีพระวิหารสูงใหญ่ กำแพงล้อมรอบ ๒ ชั้น ศิลปะแบบอยุธยา และยังมีอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปหลวงพ่อโต เป็นพระประธาน โดยลักษณะเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นสมัยกรุงศรีอยุธยา อายุได้  ๓๐๐  ปีเศษ ซึ่งหลวงพ่อโตหรือหลวงพ่อยิ้ม  เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือมากในจังหวัดพิจิตร และเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๙ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เสด็จฯพร้อมสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.๕) ซึ่งขณะนั้นทรงบรรพชาเป็นสามเณรเพื่อไปนมัสการพระชินราช พระชินสีห์ ที่เมืองพิษณุโลก พระองค์ได้เสด็จแวะนมัสการพระที่วัดโพธิ์  ประทับช้างแห่งนี้ด้วย ต่อมากรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานใน พ.ศ. ๒๔๗๘ ปัจจุบันวัดได้รับการบูรณะซ่อมแซมเพื่ออนุรักษ์ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา นอกจากนี้ชาวอำเภอโพธิ์ประทับช้างยังได้สร้างอนุสาวรีย์พระพุทธเจ้าเสือไว้เป็นที่ระลึกข้างที่ว่าการอำเภอโพธิ์ประทับช้างอีกด้วย วัดโพธิ์ประทับช้างอยู่ห่างจากตัวเมือง ๒๗ กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข ๑๐๖๘ สายพิจิตร-วังจิก ตรงกิโลเมตรที่ ๑๒-๑๓ เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข ๑๓๐๐ ตรงไปสุดทางเลี้ยวซ้าย วัดอยู่ทางขวามือ

 

เหมืองแร่ทองคำเขาพนมพา

 

เดิมทีเขาพนมพาเป็นเพียงเขาธรรมดา แต่หลังจากที่กรมทรัพยากรธรณีเข้ามาสำรวจหาสายแร่ทองคำและพบว่ามีแร่ทองคำอยู่จริงบนเขาลูกนี้ ชาวบ้านที่รู้ข่าวว่ามีแร่ทองคำอยู่ที่เขา ต่างพากันแอบเข้ามาลักลอบขุดดิน และหินลูกรัง เอาไปบด ร่อน องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตรเห็นถึงปัญหาจึงเร่งทำการขอใบอนุญาตจากหน่วยงานกระทรวงอุตสาหกรรมขอสัมปทานบัตรใบอนุญาตให้ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำที่ถูกต้องตามกฎหมายขึ้น ในวันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยอนุญาตให้ชาวบ้านเข้ามาขุดหาแร่ทองคำได้อย่างอิสระเสรี แต่อยู่ภายใต้การดูแล ควบคุม และการอำนวยความสะดวกจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร ต่อมาได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับผู้สนใจสามารถเข้าชมกรรมวิธีการร่อนหาทองคำแบบชาวบ้านได้ทุกวัน โดยเหมืองแร่นี้ตั้งอยู่ที่หมู่ ๗ บ้านเขาพนมพา ตำบลหนองพระ สอบถามข้อมูลได้ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร โทร. ๐ ๕๖๖๑ ๒๘๕๔

วัดยางสามต้น

ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองพระ อำเภอวังทรายพูน ริมทางหลวงหมายเลข ๑๑ ภายในวัดมีวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปหลวงพ่อเงินองค์ใหญ่ และรูปเหมือนเกจิอาจารย์ดังจำนวน ๒๕ รูป หลวงพ่อเงินเป็นที่นับถือกันในหมู่มาก โดยมีเรื่องเล่าในหมู่คนเล่นพระเกี่ยวกับหลวงพ่อเงินว่าให้คุณทางด้านคงกะพันหนังเหนียว แคล้วคลาด เมตตามหานิยม และการค้าการขาย

พระพุทธเกตุมงคล หรือ หลวงพ่อโตตะพานหิน วัดเทวปราสาท

ตั้งอยู่เลขที่ ๑๒๑ หมู่ที่ ๓ ตำบลห้วยเกตุ (ปัจจุบันอยู่ในเขตเทศบาลเมืองตะพานหิน) อำเภอตะพานหิน   ตรงกันข้ามกับตลาดตะพานหิน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ โดยรื้อถอนกุฏิจากวัดเกาะซึ่งเป็นวัดร้างมาสร้างเป็นกุฎี ๓  หลังเล็ก ๆ และได้ดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์สร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ โดยลำดับถัดมาได้ยื่นเรื่องขอตั้งชื่อวัดต่อเจ้าคณะสงฆ์ในสมัยนั้น ได้นามว่าวัดเทวประสาทหมายความว่าเป็นวัดเทวดาสร้าง ภายในวัดประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่กลางแจ้ง คือ  พระพุทธเกตุมงคลหรือหลวงพ่อโตตะพานหิน เป็นพระพุทธรูปปางประทานพร หน้าตักกว้าง ๒๐ เมตร สูง ๓๐ เมตร แท่นสูง ๔ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก นับเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะสวยงามได้สัดส่วนและใหญ่ที่สุดของจังหวัดพิจิตร  ซึ่งถ้าเดินทางโดยรถไฟจะมองเห็นองค์พระเหลืองอร่ามงดงามแต่ไกล

วัดพระพุทธบาทเขารวก

เป็นวัดที่จำลองมาจากวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ภายในวัดมีรอยพระพุทธบาทและพิพิธภัณฑ์ พระอาจารย์โง่น โสรโย พระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่เคยจำพรรษาอยู่ หลวงปู่โง่นเป็นผู้สร้างพระพุทธวิโมกข์ปางสมาธิมอบให้โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีกลองที่ทำด้วยไม้ประดู่ใหญ่มีชื่อว่ากลองนันทะเภรีศรีราชรุกโข มโหระทึกมฤคทายวัน บันลือโลก และรูปปั้นฤาษีอายุ ๑,๐๐๐-๑,๕๐๐ ปี สร้างด้วยหินศิลาแลงจากลุ่มแม่น้ำเขิน บริเวณวัดจัดเป็นสวนสัตว์ขนาดเล็กซึ่งมีสัตว์หลายชนิด อาทิ นกเงือก นกยูง ๓ สายพันธ์ คือ อินเดีย ไทย และฮอนแลนด์ ให้ชมและศึกษาหาความรู้ โดยวัดพระพุทธบาทเขารวก ตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ ตำบลวังหลุม อยู่ห่างจากอำเภอตะพานหิน ๑๐ กิโลเมตร ไปทางบ้านเขาทราย เลี้ยวซ้ายเข้าบ้านเขารวก ๖ กิโลเมตร

วัดทับคล้อ (สวนพระโพธิสัตว์)

แต่เดิมเป็นพื้นที่นามาก่อน ต่อมาหลวงพ่อพระมหาโกศลได้พาญาติโยมปลูกต้นไม้โดยเฉพาะต้นโพธิ์จึงเปลี่ยนจากท้องนาเป็นป่าธรรมชาติได้ชื่อว่าสวนพระโพธิสัตว์ และได้รับการประกาศตั้งเป็นวัดจากกระทรวงศึกษาธิการและมหาเถรสมาคม เป็นวัดทับคล้อ เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ภายในบริเวณวัดเป็นสถานที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน มีความสวยงาม                เงียบสงบและเป็นธรรมชาติ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” และพระตำหนักรับรอง ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯมาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๖ โดยวัดทับคล้อตั้งอยู่ที่ ซอยเทศบาลทับคล้อ ๕ ตำบลทับคล้อ อำเภอทับคล้อ

วัดหิรัญญาราม หรือ วัดบาง

หรือวัดบางคลาน เดิมมีชื่อว่า “วัดวังตะโก” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านเก่า ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจคือ พิพิธภัณฑ์นครไชยบวร เป็นสถานที่จัดแสดงศิลปวัตถุโบราณวัตถุที่พบในเมืองนครไชยบวร ตัวพิพิธภัณฑ์เป็นมณฑป ๒ ชั้น ชั้นบนประดิษฐานรูปหล่อเท่าองค์จริงของหลวงพ่อเงินที่เคยจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ หลวงพ่อเงินเป็นเกจิอาจารย์ที่ประชาชนเคารพนับถือและยังเป็น                 อาจารย์ของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์อีกด้วย ส่วนชั้นล่างจัดแสดงโบราณวัตถุต่าง ๆ เช่น พระพุทธรูป พระพิมพ์ เครื่องปั้น ดินเผา เป็นต้น โดยตัวพิพิธภัณฑ์เปิดตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ น. ติดต่อ โทร. ๐ ๕๖๖๖ ๙๑๑๑, ๐๘ ๙๘๕๖ ๙๑๙๒  การเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข ๑๐๖๗ เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ ๘ กิโลเมตร

วัดบ้านน้อย

เป็นวัดที่มีชื่อเสียงในเรื่องของวัตถุมงคลหลวงพ่อเงินที่เป็นลักษณะประติมากรรมศิลปะจักสานด้วยเส้นลวดทองเหลือง หลวงพ่อเงินวัดบ้านน้อยมีขนาดหน้าตักกว้าง ๔ ศอก สูง ๕ ศอก ๙ นิ้ว ใช้ระยะเวลาจัดสร้าง ๑ ปี ๙ เดือน  เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและในโอกาสเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นปีที่ ๖๐ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นประติมากรรมโดยใช้การจักสานแห่งเดียวในประเทศไทย หลังจากสร้างสำเร็จทางวัดได้เปิดให้ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าชมนมัสการองค์หลวงพ่อเงินและสามารถนำวัตถุมงคลไปบูชาได้ โดยวัดบ้านน้อยตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านน้อย อำเภอโพทะเล อยู่ก่อนถึงวัดหิรัญญารามหรือวัดบางคลาน การเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข ๑๐๖๗ เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกประมาณ ๓ กิโลเมตร ติดต่อ โทร. ๐ ๕๖๖๕ ๙๒๒๓

วนอุทยานนครไชย

ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ บ้านหนองดง ตำบลท่าเสา ห่างจากตัวอำเภอโพทะเล ๑๗ กิโลเมตร ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าหนองดง (พ.ศ. ๒๕๐๙) มีเนื้อที่ประมาณ ๑,๐๘๐ ไร่ โดยกรมป่าไม้จัดตั้งเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๒  ซึ่งเป็นแหล่งพื้นที่ป่าผืนสุดท้ายของจังหวัดพิจิตร ปกคลุมด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิด มีไม้เด่น คือ ไม้ยางนาธรรมชาติที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ภายในพื้นที่ประกอบด้วยหนองน้ำและลำห้วยหลายสายกระจายทั่วพื้นที่และมีนกอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีสถานที่พักแรม และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว นอกจากนั้นยังใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมเพื่อการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของจังหวัดพิจิตร

วัดห้วยเขน

ตั้งอยู่ตำบลห้วยเขน อำเภอบางมูลนาก อยู่ห่างจากอำเภอ ๘ กิโลเมตร สามารถใช้เส้นทางตามถนนสาย   บางมูลนาก-วังงิ้ว ส่วนของวัดมีโบสถ์หลังเก่าที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนอนุรักษ์ไว้ ภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณที่สร้างขึ้นราว ๘๐ ปีมาแล้วตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ซึ่งคงเอกลักษณ์แบบเดิม โดยไม่ได้มีการบูรณะหรือเพิ่มเติมใด เรื่องราวที่ปรากฏเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธประวัติและทศชาติชาดก ด้านหลังพระประธานในพระอุโบสถเป็นเรื่องพระเวสสันดรทั้งหมด ส่วนเรื่องพุทธประวัติอยู่เหนือระดับหน้าต่างด้านซ้ายและตอนล่างระดับหน้าต่างด้านซ้าย แต่ส่วนล่างปูนกะเทาะเสียหายจนเห็นแผ่นอิฐ ผู้เขียนภาพจิตรกรรมไม่ทราบว่าเป็นใครมาจากไหน รู้เพียงแต่ชื่อว่า “ทั่ง” ภาพเขียนจัดเป็นจิตรกรรมที่งดงามและได้รับอิทธิพลตะวันตกเข้ามาผสมผสานบ้างเล็กน้อย

วัดท่าช้าง

ตั้งอยู่ที่ตำบลเนินมะกอก อำเภอบางมูลนาก อยู่ห่างจากตัวอำเภอประมาณ ๒ กิโลเมตร ด้านหน้าตัววัดมีรูปปั้นช้างขนาดใหญ่ ๒ เชือก สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างขึ้นเมื่อต้นรัชกาลที่ ๕ ประมาณ พ.ศ.๒๔๑๕ โดยมีเรื่องเล่ากันว่ามีนายพรานผู้หนึ่งนามว่าสรรพยา อยู่ที่เมืองภูมิ ปัจจุบันคือหมู่บ้านหนองเต่าตำบลภูมิ อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร พรานผู้นี้ได้พบช้างเผือก ลักษณะดีเชือกหนึ่ง จึงได้กราบทูลพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์จึงได้ส่งอำมาตย์ไปคล้องช้างกับนายพรานสรรพยา ช้างเชือกนั้นมีชื่อว่า “พ่อพลายนิมิต” เมื่อคล้องได้จึงนำมายังฝั่งแม่น้ำน่านที่วัดท่าช้างในปัจจุบัน แล้วพากันต่อแพนำช้างล่องแพที่ฝั่งแม่น้ำน่านล่องไปยังกรุงศรีอยุธยา สถานที่นั้นจึงได้นามว่า “ท่าช้าง” และวัดแห่งนี้จึงได้นามว่า “วัดท่าช้าง” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ต่อมาภายหลังแม่พังขวัญใจซึ่งเป็นภรรยาของพ่อพลายนิมิตเมื่อไม่เห็นพ่อพลายนิมิตจึงเที่ยววนเวียนหาอยู่หลายวัน เมื่อไม่พบก็เกิดความเศร้าโศกเสียใจจึงกลั้นใจตายริมฝั่งแม่น้ำน่าน พ่อพลายน้อยซึ่งเป็นลูกของพ่อพลายนิมิตและแม่พังขวัญใจเมื่อไม่เห็นพ่อและแม่ก็เดินทางตามหาจนถึงฝั่งแม่น้ำน่านเมื่อไม่พบพ่อและแม่จึงกลั้นใจตาย ณ ริมฝั่งแม่น้ำเช่นกัน ปัจจุบันวัดท่าช้างได้ปั้นรูปเหมือนพ่อพลายนิมิตแม่พังขวัญใจและพ่อพลายน้อยไว้ตรงบริเวณวัด ภายในวัดยังมีมณฑปประดิษฐานหลวงพ่อหินพระพุทธรูปเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง  ตัวพระพุทธรูปสลักด้วยหินทรายแบบยุคต้นของทวารวดี ซึ่งชาวบ้านนิยมไปนมัสการและบนบานเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ เมื่อประสบความสำเร็จก็จะนำของไปถวายอยู่เสมอมิได้ขาด

 

วัดสำนักขุนเณร

เป็นวัดที่มีชื่อเสียงของจังหวัดพิจิตร สร้างเป็นแบบทรงไทยประยุกต์ เนื่องจากในอดีตเป็นที่จำพรรษาของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดพิจิตร คือ หลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต (เทพเจ้าวาจาสิทธิ์แห่งวัดสำนักขุนเณร) หลวงพ่อเขียนเป็นพระรุ่นเดียวกับหลวงพ่อเงินและหลวงพ่อเดิม มีชื่อด้านความศักดิ์สิทธิ์ ปาฎิหาริย์ทางแคล้วคลาด เมตตามหานิยม แม้หลวงพ่อเขียนจะมรณภาพไปแล้วเมื่อ พ.ศ. 2507 แต่ปัจจุบันยังมีผู้ที่เคารพนับถือเดินทางไปที่วัดไม่ขาดสาย ภายในวัดยังมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่ด้วย

 การเดินทาง ทางรถไฟ ให้ลงที่สถานีบางมูลนาก แล้วนั่งรถโดยสารประจำทางซึ่งจอดให้บริการอยู่ที่หน้าสถานีรถไฟบางมูลนาก สายบางมูลนาก-ตลิ่งชัน การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคลจากกรุงเทพฯ ใช้ถนนพหลโยธิน เข้าเส้นทางหลวงหมายเลข ๓๒  ถึงอินทร์บุรี แยกขวาเข้าตากฟ้า (ทางหลวงหมายเลข ๑๑) ถึงสี่แยกวังงิ้วเลี้ยวซ้ายเข้าเส้นทาง ๑๐๖๙  ไปอีก ๑๔ กิโลเมตร ตัววัดตั้งอยู่ตำบลวังตะกู อำเภอบางมูลนาก

สวนเกษตรวังทับไทร

ตั้งอยู่ที่ตำบลวังทับไทร เป็นแหล่งปลูกมะม่วงของจังหวัดพิจิตร เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน ซึ่งมีมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เพชรบ้านลาด ฟ้าลั่น โชคอนันต์ และมะปรางหวาน มะยงชิดพันธุ์พันธุ์ไข่ไก่ โดยจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมและเลือกซื้อได้เช่นกัน ซึ่งฤดูกาลเที่ยวสวนมะม่วงจะอยู่ระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม ส่วนฤดูกาลเที่ยวสวนมะปรางอยู่ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม