แหล่งท่องเที่ยว

เมืองสี่แคว แห่มังกร พักผ่อนบึงบอระเพ็ด ปลารสเด็ดปากน้ำโพ

           จังหวัดนครสวรรค์ มีชื่อปรากฏมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี มีบันทึกในศิลาจารึกของสุโขทัย เรียกว่า เมืองพระบาง เป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญในการทำศึกสงคราม ภายหลังเรียกชื่อว่า เมืองชอนตะวัน และเปลี่ยนเป็นจังหวัดนครสวรรค์ ในที่สุด แต่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า เมืองปากน้ำโพ ในประวัติศาสตร์มีหลักฐานทางโบราณคดีบ่งชี้ว่า จังหวัดนครสวรรค์ เคยเป็นเมืองเกษตรกรรมมาตั้งแต่ยุคต้นประวัติศาสตร์ เป็นศูนย์กลางของการคมนาคม เป็นที่ตั้งของกลุ่มชนชาวจีนที่เข้ามาทำการค้าขายระหว่างประเทศ
 
           จังหวัดนครสวรรค์ เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ระหว่างภาคกลางและภาคเหนือจึงเป็น “ประตูสู่ภาคเหนือ” และเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญของภาคเหนือตอนล่าง
และจังหวัดนี้ยังมีความสำคัญตรงที่เป็นจุดบรรจบกันของแม่น้ำสายสำคัญ ๆ หรือที่รู้จักกันในนาม “ปากน้ำโพ” แม่น้ำปิง วัง ยม และน่านไหลมาบรรจบกันที่นี่กลายเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำสายสำคัญของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของบึงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ บึงบอระเพ็ด ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพรรณพืช ฝูงนกนานาชนิด และยังเป็นที่อยู่อาศัยของปลาอีกนับร้อยชนิด เนื่องจากมีอาหารอุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่ทั้งหมด ๙,๕๙๗ ตารางกิโลเมตร
 
แผนที่ ในตัวเมือง จังหวัดนครสวรรค์-พิจิตร
แผนที่ ท่องเที่ยว จังหวัดนครสวรรค์-พิจิตร

 

พระจุฬามหาเจดีย์

พระจุฬามหาเจดีย์
 
ตั้งอยู่บนเขาดาวดึงส์ วัดคีรีวงศ์ สร้างตรงฐานพระเจดีย์เก่า ซึ่งสร้างในสมัยศตวรรษที่ ๑๙ ปลายกรุงสุโขทัยอายุ ๖๐๐ ปีมาแล้ว โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโก) วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ เป็นผู้ตั้งชื่อให้และแนะนำให้สร้างพระจุฬามหาเจดีย์ไว้บนยอดเขา ภายในองค์พระเจดีย์ชั้น ๔ มีพระพุทธรูปจำลองที่สำคัญของประเทศไทยไว้ให้สักการะบูชา ๔ องค์ คือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) พระพุทธชินราชจำลอง พระพุทธโสธรจำลอง และพระพุทธรูปหล่อหลวงพ่อวัดไร่ขิง และภายในโดมเจดีย์ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพระพุทธประวัติไว้ให้ชมด้วย 
 
วัดคีรีวงศ์
 
ตั้งอยู่บริเวณถนนมาตุลีและถนนดาวดึงส์ ตรงข้ามวิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ พื้นที่ของวัดมีทั้งบริเวณ  เขาและที่ราบ ๒๘๐ไร่ สร้างขึ้นสมัยปลายกรุงสุโขทัย แล้วถูกปล่อยร้างอยู่กลางป่าเขา จนมีพระธุดงค์แสวงบุญมาพบเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ ปัจจุบันเป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนครสวรรค์ ภายในบริเวณวัด
 
ประกอบด้วยพระอุโบสถ สมเด็จพระพุทธโคดมจำลอง ศาลาพุทธานุภาพ วิหารหลวงพ่อโต และพระจุฬามณีเจดีย์ที่สร้างขึ้นตรงฐานเจดีย์เก่าซึ่งสร้างในสมัยศตวรรษที่ ๑๙ ช่วงปลายของกรุงสุโขทัย โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโก) วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ เป็นผู้ตั้งชื่อให้  และแนะนำให้สร้างพระจุฬามณีเจดีย์ไว้บนยอดเขา ส่วนขององค์พระจุฬามณีเจดีย์เป็นองค์เจดีย์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนยอดเขา  ด้านในเจดีย์มีทั้งหมด ๔ ชั้น แต่ละชั้นจัดแสดงต่างกันไป ดังนี้
 
ชั้น ๑ ด้านหน้าเป็นที่จุดธูปเทียนบูชา
 
ชั้น ๒ จัดแสดงรูปหล่อเหมือนขนาดเท่าองค์จริงของพระชื่อดังหลายองค์ เช่น รอยพระพุทธบาทจำลอง ๑๒ ราศี   พระพุฒาจารย์โตวัดระฆัง  หลวงปู่ทวดวัดช้างไห้ หลวงพ่อสดวัดปากน้ำ เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนกราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล และมีวัตถุมงคลที่ทางวัดจัดสร้างวางไว้ภายในตู้ให้ผู้ที่สนใจสามารถเช่าบูชาได้
 
ชั้น ๓ ประดิษฐานพระพุทธรูปจำลองที่สำคัญของเมืองไทย อาทิ พระแก้วมรกต  พระพุทธชินราช  พระพุทธโสธรพระพุทธรูปวัดไร่ขิง เป็นต้น ทั้งยังมีการทำบุญถวายสังฆทานทางด้านในด้วย
 
ชั้น ๔ เป็นชั้นบนสุดขององค์เจดีย์ ภายในโดมปรากฏภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติที่งดงามมาก   ตรงกลางประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้บนแท่นเจดีย์องค์เล็กให้ผู้คนได้กราบไหว้บูชา ทางด้านนอกมีรูปเหมือนหลวงพ่อมหาบุญรอด ซึ่งเป็นพระที่สร้างพระจุฬามณีเจดีย์แห่งนี้ พร้อมกับประวัติของท่านให้ผู้คนได้กราบไหว้ ชั้น ๔ ขององค์เจดีย์สามารถมองเห็นวิวของเมืองนครสวรรค์ได้ในมุมกว้าง
 
การเดินทางใช้ถนนหมายเลย ๑ มุ่งตรงเข้าตัวเมืองนครสวรรค์ ข้ามสะพานเดชาติวงศ์ ใช้ถนนนครสวรรค์-พิษณุโลก  ถึงสี่แยกแล้วเลี้ยวขวาไปประมาณ ๑ กิโลเมตรจะถึงทางขึ้นเขาดาวดึงส์ สำหรับการเดินทางโดยรถประจำทาง มีรถวิ่งจากขนส่งกรุงเทพฯ เข้าตัวเมืองนครสวรรค์ สายกรุงเทพ-นครสวรรค์ และอีกหลายสายในภาคเหนือทุกวัน จากนั้นใช้บริการรถท้องถิ่นขึ้นไปยังเขาดาวดึงส์ การเดินทาง จากสะพานเดชาติวงศ์ใช้ถนนสายนครสวรรค์-พิษณุโลก ถึงสี่แยกเลี้ยวขวา ๘๐๐ เมตร อยู่ด้านซ้ายมือ
 
ประตูทางเข้าด้านล่างเปิดทุกวัน เวลา 7.00 น.-18.00 น.
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 5622 2009, 0 5622 6199

www.facebook.com/watkiriwong
0 5622 2009, 0 5622 6199

หอชมเมืองนครสวรรค์

 

เป็นสถานที่ชมทัศนียภาพมุมสูงของจังหวัดนครสวรรค์แหล่งใหม่ที่เพิ่งเปิดให้บริหารเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยตั้งอยู่บริเวณเดียวกับวัดคีรีวงศ์บนยอดเขา ลักษณะหอสูง ๓๒ เมตร มีชั้นต่าง ๆ รวม ๑๐ ชั้น แต่ละชั้นแตกต่างกันไป ดังนี้

            ชั้นที่ ๑ เป็นพื้นที่ส่วนประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว บอกเล่าความเป็นมาของจังหวัดนครสวรรค์ ภายในมีร้านค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)  

            ชั้นที่ ๒ และ ๓ แบ่งเป็นสองส่วน โดยมีร้านอาหาร เครื่องดื่ม ขนมหวาน Internet Cafe   ให้พักผ่อนสบาย ๆ

            ชั้นที่ ๔ – ๙  เป็นบันไดเวียนขึ้นสู่ชั้นที่ ๑๐ ซึ่งเป็นชั้นดาดฟ้าสำหรับชมทัศนียภาพตัวเมืองนครสวรรค์และอำเภอใกล้เคียงแบบ ๓๖๐ องศา สามารถมองเห็นไปไกลกว่า ๑๐ กิโลเมตร ทิศตะวันออกจะมองเห็นทิวทัศน์เขากบและบึงบอระเพ็ด ทางทิศใต้จะมองเห็นอุทยานสวรรค์ ต้นน้ำเจ้าพระยา สะพานเดชาติวงศ์ วัดเขาจอมคีรีนาคพรต ทางด้านทิศตะวันตกจะพบกับความสวยงามของทิวเขา อีกทั้งยังมีการจัดเก้าอี้สำหรับนั่งพักผ่อนและกล้องส่องทางไกลไว้คอยบริการ และกิจกรรมตอนกลางคืนที่ทางเทศบาลฯ จัดขึ้นโดยมีการติดตั้งกล้องดูดาวสำหรับผู้สนใจเรื่องดาราศาสตร์

หอชมเมืองเปิดให้บริการทุกวัน โดยวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. สำหรับวันเสาร์ – อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา ๑๐.๐๐ – ๒๐.๐๐ น. ค่าบัตรเข้าชม เด็กราคา ๑๐ บาท และผู้ใหญ่ราคา ๒๐ บาท

 

0 5651 4982

บึงบอระเพ็ด

 

เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญและงดงามในจังหวัดนครสวรรค์ โดยบึงน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีพื้นที่รวม ๑๓๒,๗๓๗ ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ๓ อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนครสวรรค์ อำเภอท่าตะโก และอำเภอชุมแสง บึงบอระเพ็ดในอดีตเป็นที่ราบลุ่ม แวดล้อมไปด้วยป่าไม้เบญจพรรณอันสมบูรณ์ มีคลองเล็กๆ ไหลผ่านและประกอบไปด้วยหนองน้ำหลายแห่ง เมื่อถึงฤดูฝนจะมีน้ำจากทางเหนือไหลหลากทำให้บริเวณบึงบอระเพ็ดมีน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้างจนกลายเป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ อุดมไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด โดยเฉพาะจระเข้แล้วเป็นที่เลื่องลือกันว่าบึงบอระเพ็ดมีจระเข้ชุกชุม จนผู้คนที่นั่งรถไฟผ่านสามารถมองเห็นจระเข้ลอยอยู่ในบึง ส่วนหนึ่งก็ขึ้นมานอนผึ่งแดดตามชายบึงหรือบนเกาะ และด้วยความอุดมสมบูรณ์นี้จึงได้ชื่อว่าเป็น “ทะเลเหนือ” หรือ “จอมบึง”

 
 ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๖๖ ดร.ฮิวจ์ เอ็ม สมิท  ที่ปรึกษาด้านการประมง กระทรวงเกษตราธิการในขณะนั้น ออกสำรวจบึงบอระเพ็ดและได้รายงานผลการสำรวจว่าบึงบอระเพ็ดเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ มีความสำคัญมากด้านการประมงเพราะเป็นแหล่งพันธุ์ปลาที่ปลาได้อาศัยเลี้ยงตัว วางไข่ และ แพร่พันธุ์ เห็นควรให้มีการบำรุงรักษาให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาต่อไปในอนาคต กระทรวงเกษตราธิการจึงนำความขึ้นกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตสงวนบึงบอระเพ็ดไว้เป็นที่สงวนพันธุ์สัตว์น้ำ โดยการสร้างคันกั้นน้ำและ ประตูระบายน้ำเพื่อเก็บกักน้ำที่ระดับ ๒๓.๘๐ ร.ท.ก. ตลอดปี โดยได้รับพระบรมราชานุญาตให้ดำเนินการเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๙  และใน พ.ศ. ๒๔๙๐ กระทรวงเกษตราธิการได้แบ่งเขตรักษาพืชพันธุ์ออกเป็น ๒ เขต คือ เขตที่ ๑ เป็นเขตหวงห้าม มิให้ผู้ใดทำการประมงโดยเด็ดขาด มีเนื้อที่ ๓๘,๘๕๐ ไร่ เขตที่ ๒ เป็นเขตหวงห้ามที่อนุญาตให้ราษฎรทำการประมง โดยใช้เครื่องมือบางชนิดที่กำหนดให้ใช้ได้ มีเนื้อที่ ๙๓,๘๘๗ ไร่ ๕๖ ตารางวา ปัจจุบันบึงบอระเพ็ดยังมีสัตว์อาศัยอยู่ ๑๔๘ ชนิด พืช ๔๔ ชนิด จากการสำรวจเคยพบสัตว์หายากที่นี่ เช่น นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร ปลาเสือตอ ทั้งภายในบริเวณบึงบอระเพ็ดยังมีสถานที่คอยบริการประชาชนและนักท่องเที่ยว ได้แก่
 
อาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงบอระเพ็ดเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ เป็นอาคารทรงเรือกระแชงแห่งเดียวในประเทศไทย ตัวอาคารกว้าง ๓๗ เมตร ยาว ๔๙ เมตร มีอุโมงค์ปลายาว ๒๔ เมตร แสดงพันธุ์ปลาน้ำจืดกว่า ๑๐๐ ชนิดและพันธุ์ปลาน้ำเค็ม พร้อมทั้งมีส่วนของบ่อปลา Touch Pool ให้สัมผัสใกล้ชิดกับปลาฉลามกบ เม่นทะเล โดยเปิดทุกวัน  ตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐-๑๘.๐๐ น. สามารถชมการดำน้ำให้อาหารปลาทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา ๑๕.๐๐ น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา ๑๑.๐๐ น. และ ๑๕.๐๐ น. มีอัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ ๔๙ บาท เด็ก ๑๙ บาท นักเรียนในเครื่องแบบ ๑๐ บาท พระภิกษุเป็นหมู่คณะตั้งแต่ ๓๐ คนขึ้นไปลดราคา ๒๐%
 
อาคารจัดแสดงและเพาะพันธุ์จระเข้ เป็นอาคารเพาะพันธุ์จระเข้และมีการแสดงจระเข้กับหมอจระเข้ชื่อดังแห่งบึงบอระเพ็ดที่มีประสบการณ์นานกว่า ๒๐ ปี โดยจัดแสดงทุกวันแบ่งเป็น ๖ รอบการแสดง ได้แก่ ๑๐.๓๐ น.  ๑๑.๓๐ น. ๑๒.๓๐ น. ๑๓.๓๐ น. ๑๔.๓๐ น. และ ๑๕.๓๐ น. อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ ๓๐ บาท เด็ก ๒๐ บาท
 
ละครลิงคุณประกิตโชว์ จัดแสดงบริเวณวงเวียนกลาง โดยพบกับการแสดงที่แสนน่ารักแสนรู้ของเจ้าลิงน้อย ทั้งการแสดงละคร การร้องเพลง การเต้นฮิปฮอบ การแสดงฟันดาบ เก็บมะพร้าว ลิงบวกเลข ลิงลอดบ่วงไฟ และอื่นๆ จัดการแสดงเป็นรอบ ดังนี้ วันจันทร์-ศุกร์ ๔ รอบ ๑๐.๓๐ น. ๑๓.๓๐ น. ๑๔.๓๐น. และ ๑๖.๓๐ น. ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิด ๘ รอบ ได้แก่ ๐๙.๐๐ น. ๐๙.๓๐ น. ๑๐.๓๐ น. ๑๓.๐๐ น. ๑๔.๓๐ น. ๑๖.๓๐ น. ๑๗.๐๐ น. และ ๑๗.๓๐ น.อัตราค่าเช่าชม ผู้ใหญ่ ๒๐ บาท เด็ก ๑๐ บาท
 
กิจกรรมล่องเรือชมนก ทะเลบัวบึงบอระเพ็ด โดยสามารถเพลิดเพลินกับบรรยากาศรอบบึงบอระเพ็ดกับธรรมชาติ และระบบนิเวศน์อันอุดมสมบูรณ์ ทะเลบัวนับพันไร่ นกนับแสนตัวที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งชมนก ๑ ใน ๙ ของโลก ทั้งนกท้องถิ่นและนกอพยพหลายสายพันธุ์ที่นักส่องนกไม่ควรพลาด หรือยามเย็นที่มีทัศนียภาพพระอาทิตย์ซึ่งสวยงามไม่แพ้ที่ใด อัตราเช่า  เรือหางยาวลำเล็กนั่งได้ ๕ คน ราคา ๔๐๐ บาท เรือลำใหญ่นั่งได้ ๑๐ คน ราคา ๕๐๐ บาท เรือจะล่องไปถึงเกาะลัดและกลับ ใช้เวลา ๑ ชั่วโมง โดยนำอาหารไปรับประทานบนเรือได้ เรือบริการตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๗.๐๐ น. ถ้าล่องในช่วง ๐๙.๐๐ น. จะพบนกได้ง่ายกว่า
 
กรงกวางรูซ่า ซึ่งเปิดบริการให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถป้อนอาหารกวางรูซ่ารวมทั้งสัตว์ต่างๆ ภายในกรงกวางได้ทุกวัน
 
ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบึงบอระเพ็ด (ตึกเขียว) เป็นที่ทำการของเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด พร้อมเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่ให้บริการอำนวยความสะดวกกับนักท่องเที่ยวที่มาติดต่อขอข้อมูลและรับจองห้องพัก เต้นท์รับรอง หรือสามารถติดต่อขอข้อมูลบ้านพักและเต้นท์ได้ที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ดหรือสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด ซึ่งเป็นที่ตั้งของชมรมดูนกจังหวัดนครสวรรค์ โทร. ๐ ๕๖๓๐ ๐๐๔๐ เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๘.๓๐-๑๖.๓๐ น. ภายในตัวอาคารยังมีร้านจำหน่ายอาหารทั้งอาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว และอาหารอีสาน
 
อาคารสัมมนาและจัดแสดงนิทรรศการ เป็นห้องประชุมขนาดใหญ่สามารถจุคนได้ ๒,๕๐๐ คน ติดเครื่องปรับอากาศ ใช้จัดงานประชุม สัมมนา และงานเลี้ยงสังสรรค์ขององค์กรต่าง ๆ ท่ามกลางบรรยากาศอันสวยงามของบึงบอระเพ็ด
 
สนามฟุตบอลและฟุตซอล ภายในบึงบอระเพ็ดยังมีสนามฟุตบอลและสนามฟุตซอลไว้บริการแก่ผู้ที่สนใจและหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้มาใช้บริการ โดยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบึงบอระเพ็ด (ตึกเขียว)  โทร. ๐๕๖- ๒๗๔๕๒๒ หรือสายด่วน ๑๑๓๑
 
การเดินทางจากตัวเมืองนครสวรรค์ไปบึงบอระเพ็ด สามารถไปได้หลายเส้นทางทางเรือจากตลาดท่าน้ำเทศบาลเมืองนครสวรรค์ไปตามลำน้ำน่านผ่านขึ้นไปทางเหนือ ระยะทาง ๖ กิโลเมตร ถึงปากคลองหนองดุก เมื่อลอดใต้สะพานรถไฟเข้าไปก็จะถึงบริเวณบึงบอระเพ็ด ทางรถยนต์ สามารถเข้าถึงบึงบอระเพ็ดได้ ๒ ด้าน คือ
 
ด้านเหนือ ไปตามเส้นทางสายนครสวรรค์-ชุมแสง ทางหลวงหมายเลข ๒๒๕ ระยะทาง ๙ กิโลเมตร จะมีทางแยกขวาอีก ๒ กิโลเมตร เข้าไปจะมีสถานีพัฒนาประมงน้ำจืดบึงบอระเพ็ด ซึ่งมีศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดจัดแสดงตู้ปลาน้ำจืดชนิดต่าง ๆ เช่น ปลากระโห้ ปลากระเบนขาว ปลากะพงขาว ปลาเทโพ ปลายี่สก เป็นต้น เปิดให้ชมโดยไม่เสียค่าบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๘.๓๐-๑๖.๓๐ น. ยกเว้นวันพุธ นอกจากนี้ยังมีบ่อเพาะพันธุ์จระเข้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถานีพัฒนาประมงน้ำจืดบึงบอระเพ็ด โทร. ๐ ๕๖๒๗ ๔๕๐๑, ๐ ๕๖๒๓ ๐๑๘๓
 
ด้านทิศใต้ของบึงบอระเพ็ด จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๐๐๑ สายนครสวรรค์-ท่าตะโก ระยะทาง ๒๐ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายไปตามป้ายอีก ๔ กิโลเมตร จะถึงอุทยานนกน้ำหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติ   บริเวณที่ตั้งสำนักงานมีสวนพักผ่อนและนกหลายชนิดให้ชม

วัดจอมคีรีนาคพรต

 

ตั้งอยู่ที่บ้านเขาบวชนาค หมู่ ๔ ตำบลนครสวรรค์ออก อำเภอเมือง ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๑ กิโลเมตร วัดอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนข้ามสะพานเดชาติวงศ์เข้าสู่ตัวเมือง เดิมเป็นวัดโบราณ  เรียกว่า “วัดลั่นทม” บ้าง “วัดเขา” บ้าง “วัดเขานครสวรรค์” บ้าง ปัจจุบันใช้ชื่อว่า “วัดจอมคีรีนาคพรต” แต่คนทั่วไปยังคงเรียกว่าวัดเขาบวชนาคหรือเรียกย่อๆว่า “วัดเขา” บริเวณวัดแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสูงเป็นที่ตั้งโรงอุโบสถ วิหาร มณฑป และเจดีย์ อีกส่วนหนึ่งตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาเป็นที่ตั้งศาลาการเปรียญและกุฎิ ภายในวัดยังมีโบสถ์เก่าแก่ที่ชาวบ้าน เรียกว่า “โบสถ์เทวดาสร้าง” ลักษณะเป็นรูปศาลาโถง ไม่มีผนังทั้งสี่ด้าน ทรงแบบโบราณ เครื่องบนเป็นไม้สักล้วน มุงกระเบื้อง มีพาไลโดยรอบ โบสถ์หลังนี้มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่าเมื่อเริ่มสร้าง ได้ติดตั้งเสาพร้อมเครื่องบนให้เป็นรูปโครงของอุโบสถ ตกกลางคืนได้ยินเสียงมโหรีปี่พาทย์ มีเสียงอึกทึกครึมโครมและแสงสว่างไปทั่วบริเวณยอดเขา ชาวบ้านต่างพากันแปลกใจ จึงพากันไปดู ปรากฏว่างานที่ทำไว้นั้นสำเร็จหมดและไม่ปรากฏว่ามีใครเข้าไปทำเลยแม้แต่  คนเดียว จึงเรียกกันว่า “โบสถ์เทวดาสร้าง” และยังมีเรื่องเล่าถึงการจุคนเข้าไปในโบสถ์ที่ไม่ว่าเท่าไหร่ก็มิอาจเต็มเสียที เรื่องนี้เกิดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อเสด็จประพาสนครสวรรค์และได้ทรงนำ ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จทั้งหมดเข้าไปในโบสถ์เทวดาสร้างนี้แต่ก็ไม่เต็ม นอกจากนี้ภายในวัดยังมีรอยพระพุทธบาทจำลอง และประดิษฐานพระศรีสรรเพชญ์เป็นพระประธานในซุ้มเรือนแก้ว ด้านหลังเป็นพระพุทธธัญดร ปางลีลายกพระหัตถ์ขวาแบบศิลปะทวารวดี ในเดือน ๑๒ ของทุกปี จะมีงานวัดเขาที่จัดขึ้นเพื่อนมัสการและปิดทองรอยพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งนอกจากจะมีงานสมโภชน์แล้วยังมีการแข่งขันเรือยาวด้วย

อุทยานสวรรค์

หรืออีกชื่อเรียกว่า “หนองสมบุญ” เป็นสวนสาธารณะกลางเมืองนครสวรรค์ที่มีผู้คนนิยมไปกันมาก โดยภายในอุทยานมีพื้นที่มากกว่า ๓๑๔ ไร่ ประกอบด้วยหนองน้ำขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านเรียกว่า “หนองสมบูรณ์” มีเกาะกลาง สนามหญ้า น้ำพุ และสถานที่สำหรับออกกำลังกายต่าง ๆ ทั้งสนามเด็กเล่น สนามกีฬา เวทีกลางแจ้ง น้ำตก สวนหย่อม  รวมถึงกิจกรรมให้อาหารปลาที่มีมากมายหลายสายพันธุ์ พร้อมทั้งมีบริการห้องน้ำ ห้องแต่งตัวให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งนี้ยังได้รับรางวัลสวนสาธารณะระดับดีมากจากกรมอนามัยอีกด้วย การเดินทางจากกรุงเทพฯ ขับรถมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครสวรรค์ ผ่านค่ายจิรประวัติ (มณฑลทหารบกที่ ๓๑) ถึงสะพานเดชาติวงศ์ จะเจอสี่แยกหอนาฬิกา ตรงนี้จะมีป้อมตำรวจจราจร ชอนตะวัน ขับตรงไปอีกประมาณ ๕๐๐ เมตร จะถึงอุทยานสวรรค์ที่อยู่ทางด้านขวามือ

ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิม



หรือ “ศาลเจ้าพ่อแควใหญ่” ตั้งอยู่บริเวณชุมชนปากน้ำโพ ริมฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามกับตลาดปากน้ำโพ โดยเป็นศูนย์รวมศรัทธาไทย-จีนที่เหนียวแน่นของจังหวัดนครสวรรค์      ตัวศาลเป็นศาลเก่าไม่ปรากฏหลักฐานและปีที่สร้าง มีเพียง “ระฆัง” ที่อยู่ในบริเวณศาลเจ้าที่พอระบุได้ว่ามีอายุอยู่ตั้งแต่ช่วง พ.ศ ใด ตัวระฆังเขียนด้วยภาษาจีนโดย “นายหงเปียว แซ่ผู่”  ได้นำมาจากตำบลแม่จิว อำเภอปุ้นเชียง เกาะไหหลำ สาธารณรัฐประชาชนจีน มาถวายไว้ที่ศาลเจ้าเทพารักษ์เพื่อใช้เป็นระฆังประจำศาลประมาณ พ.ศ. ๒๔๑๓ และมีเรื่องเล่ากันว่าเดิมยังมีศาลเจ้าตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่าน (แควใหญ่) ด้วยกัน ๒ ศาล คือ ศาลเจ้าพ่อกวนอูและศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์เป็นศาลเล็ก ๆ อยู่ใกล้กัน สันนิษฐานว่าตัวศาลคงผุพังลงตามกาลเวลา ชาวปากน้ำโพจึงได้ร่วมใจกันตั้งศาลขึ้นมาใหม่เป็นศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ในปัจจุบันตัวศาลเจ้าโครงสร้างเป็นปูน ตอนกลางเป็นอาคารไม้ดั้งเดิม ภายในนอกจากแท่นบูชาเทพยดาฟ้าดินแล้ว ยังมีที่ประดิษฐานเจ้าพ่อเทพารักษ์หรือปึงเถ่ากง เจ้าพ่อกวนอู เจ้าแม่ทับทิมหรือจุยป๊วยเนี้ย เจ้าแม่สวรรค์ และเจ้าพ่อสามตา

ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ยังถูกอัญเชิญเข้าร่วมการแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพอีกด้วย โดยประเพณีนี้เกิดขึ้นหลังจากโรคห่าและฝีดาษระบาดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ – ๒๔๖๒ ชาวปากน้ำโพได้รับความเดือดร้อนมีผู้คนเจ็บป่วยและล้มตายจำนวนมาก สมัยนั้นด้วยการแพทย์สมัยใหม่ไม่เป็นที่แพร่หลายทำให้ชาวบ้านหันไปพึ่งหมอจีน (ซินแส) เพื่อช่วยรักษาโรคแต่ก็ยังไม่สามารถ      หยุดโรคระบาดได้ ชาวบ้านจึงหันไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีเหตุบังเอิญที่ชาวบ้านไปบนบานต่อเจ้าพ่อเทพารักษ์หรือปุนเถ้ากง เพื่อขอให้ท่านช่วยปัดเป่าโรคร้ายให้หายไปจากหมู่บ้านและได้ทำการเชิญเจ้าเข้าทรงเพื่อทำพิธีรักษาโรค ด้วยการเขียน “ฮู้” หรือกระดาษยันต์เสร็จแล้วนำไปเผาใส่น้ำดื่มกิน ปรากฏว่าโรคที่คร่าชีวิตคนในหมู่บ้านได้หยุดการระบาดลง ผู้คนหายจากโรค               ทำให้เป็นที่เลื่องลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อเทพารักษ์ดังนั้นชาวปากน้ำโพจึงได้ร่วมกันอัญเชิญเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ที่อยู่ในศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์มาแห่รอบตลาดเพื่อความเป็นสิริมงคลตั้งแต่นั้นมา ปัจจุบันองค์เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ที่นำมาร่วมในขบวนแห่หมายถึงองค์เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ และเทพเจ้าต่าง ๆ ที่อยู่ในศาลเจ้า ๒ แห่ง คือ ศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่หน้าผาและศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ ในขบวนแห่จะมีการแสดงต่าง ๆ อย่างยิ่งใหญ่ทุกปีเพราะจัดในช่วงเทศกาลตรุษจีน นอกจากนี้ยังมีพิธีลุยไฟ การแสดงปาฏิหาริย์จากเทพเจ้าในร่างม้าทรงให้นักท่องเที่ยวชมกันอีกด้วย ศาลเแห่งนี้เปิดทุกวัน เวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ น. โดยการเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๒๕ สายนครสวรรค์-ชุมแสง ระยะทาง ๓ กิโลเมตร จากตัวเมือง ศาลเจ้าฯ อยู่ด้านซ้ายมือและมีบริการเรือข้ามฟากจากตลาดบริเวณหน้าเขื่อน ซึ่งมีเรือบริการตั้งแต่เวลา ๐๕.๐๐-๑๙.๐๐ น. ติดต่อ 

โทร. ๐ ๕๖๒๕ ๕๘๐๗

ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา

 

เป็นแหล่งท่องเที่ยวชมความงดงามของแม่น้ำ ๒ สายที่ได้ไหลมาบรรจบกัน จังหวัดนครสวรรค์  จึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองต้นแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่านได้ไหลมาบรรจบกันที่ตำบลปากน้ำโพบริเวณหน้าเขื่อน  ในตัวเมือง (ตรงตลาด) จึงสามารถมองเห็นถึงความแตกต่างของแม่น้ำทั้งสองสายได้อย่างชัดเจน คือตัวแม่น้ำน่านมีสีค่อนข้างแดง แต่แม่น้ำปิงมีสีค่อนข้างเขียว แม่น้ำทั้งสองพอมาบรรจบกันก็กลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่สายสำคัญของประเทศไทยไหลผ่านจังหวัดต่าง ๆ ในภาคกลางไปจนถึงกรุงเทพฯ และออกอ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยจุดชมต้นแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ที่บริเวณหน้าศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิม สำหรับผู้ที่สนใจต้องการล่องเรือชมทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาสามารถหาเช่าเรือนำชมได้ตรงบริเวณท่าน้ำ

วัดเกรียงไกรกลาง

สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. ๒๑๗๔ เดิมมีชื่อเรียกกันต่าง ๆ คือ วัดเชียงกายหรือวัดเชียงกราย หรือวัดเชียงไกร ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นวัดปากน้ำและวัดใหญ่ เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ ทางชลมารค ทอดพระเนตรเห็นน้ำท่วมพื้นที่บริเวณวัดจึงพระราชทานนามว่าวัดคงคาราม ต่อมาวัดได้เปลี่ยนเรียกตามชื่อของตำบลคือเกรียงไกร ปัจจุบันตำบลเกรียงไกรมีวัดเพิ่มขึ้นอีก ๒ วัด ดังนั้นวัดเกรียงไกรจึงต้องมีคำว่า ใต้–กลาง-เหนือ ต่อท้ายชื่อ  ภายในวัดมีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่ในวิหาร ศิลปะสมัยสุโขทัย มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระพุทธรูปว่าเมื่อกรุงสุโขทัยเสื่อมอำนาจลงและมีสงครามอยู่เป็นประจำ ชาวสุโขทัยได้นำพระพุทธรูปล่องแพมาตามลำน้ำจนมาถึงปากน้ำเกรียงไกร แพได้จมลงจึงนำพระพุทธรูปขึ้นและโบกปูนทับเพื่อให้ปลอดภัยจากสงคราม จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๑๔๗ สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ชาวบ้านได้สร้างวัดนี้ขึ้นตรงที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและนำพระพุทธรูปซ่อนไว้ในผนังพระอุโบสถเพื่อป้องกันภัยสงคราม และเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้มีการซ่อมผนังพระอุโบสถจึงพบแต่พระพุทธรูปปูนธรรมดา นานวันเข้าปูนกะเทาะออกจึงทราบว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำงดงาม ทั้งยังมีรอยพระพุทธบาทจำลองประดิษฐานอยู่ภายในและจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพพุทธชาติชาดก ส่วนบริเวณหน้าวัดยังมีฝูงลิงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีฟาร์มจระเข้แบบปล่อยตามธรรมชาติของเอกชน  อีกด้วย ตามปกติวิหารเก่าจะเปิดให้เข้าชมในช่วงเทศกาลเท่านั้น สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าชมช่วงนอกเทศกาลสามารถแจ้งทางวัดให้เปิดเข้าชมได้ การเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๒๕ สายนครสวรรค์-ชุมแสง ระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าไป ๒ กิโลเมตร จะมีป้ายบอกทางไปถึงตัววัด รวมระยะทาง ๑๒ กิโลเมตร จากตัวเมือง หรือเช่าเรือจากท่าน้ำเจ้าพระยาล่องมาตามลำน้ำน่านขึ้นที่ท่าน้ำวัดเกรียงไกรกลาง โดยวัดตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ ตำบลเกรียงไกร ริมฝั่งแม่น้ำน่าน

วัดศรีสวรรค์สังฆาราม

 

หรือวัดถือน้ำ ตั้งอยู่ที่บ้านถือน้ำ หมู่ที่ ๒ ตำบลนครสวรรค์ออก อำเภอเมือง เป็นวัดเก่าแก่ สร้างประมาณ พ.ศ. ๒๓๕๐ แต่เดิมเป็นวัดที่มีความสำคัญมากเพราะเป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของทางราชการในจังหวัดนครสวรรค์ประจำทุกปี ต่อมาได้สร้างศาลหลักเมืองขึ้นจึงได้ย้ายไปประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่ศาลหลักเมืองแทน ทำให้มีการเปลี่ยนชื่อวัดเป็นวัดศรีสวรรค์สังฆารามแต่ชาวจังหวัดนครสวรรค์ก็ยังคงเรียกว่า “วัดถือน้ำ” อยู่จนถึงปัจจุบัน ภายในพระอุโบสถหลังเก่าประดิษฐานพระประธานอายุราว ๑๐๐ ปีเศษ นอกจากนี้ได้พบบุษบก ซึ่งเชื่อว่าเป็นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทั้งยังมีพิพิธภัณฑ์ของใช้โบราณอยู่ภายในเจดีย์กาญจนาภิเษก ๕๐ ปี และเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ (ในขณะนั้น) ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงตัดลูกนิมิตพระอุโบสถหลังใหม่ นับว่าเป็นสิริมงคลแก่ชาวจังหวัดนครสวรรค์อย่างยิ่ง การเดินทางมายังวัด ใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๒ สายเอเชีย เลี้ยวซ้ายไปทางค่ายจิรประวัติ ไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๐๐๑ ระยะทาง ๕ กิโลเมตรจากตัวเมือง โดยมีป้ายบอกตลอดทาง สอบถามข้อมูล โทร. ๐ ๕๖๒๕ ๕๔๔๔

ศาลาที่ประทับ ร. ๕ หน้าวัดเขื่อนแดง

ตั้งอยู่ที่บ้านท่าตากุ๋ย (ตลาดใต้) หมู่ ๑ ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมือง เป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นราว พ.ศ. ๑๙๒๕ เหตุการสร้างวัดเล่าต่อกันมาว่ามีคหบดีตระกูลหนึ่งมีภรรยา ๒ คน  ต่างคนต่างก็มีบุตรชายเมื่ออายุครบบวชก็ได้สร้างวัด ภรรยาคนหนึ่งสร้างวัดชื่อ “วัดฉิมพลียางโทน” อยู่ทางทิศใต้ ส่วนอีกคนหนึ่งสร้าง “วัดเขื่อนแดง” หรือ “วัดศรีสุวรรณ” ในปัจจุบัน อีกชื่อหนึ่งของวัดนี้เรียกว่า “วัดตะแลงแกง” ด้วยเคยเป็นที่กักขังและประหารนักโทษ แต่เดิมวัดร้างทรุดโทรมก่อนจะบูรณะขึ้นใหม่เมื่อครั้งสงครามมหาเอเชียบูรพา พ.ศ. ๒๔๘๕ โดยทหารอาศัยวัดศรีสุวรรณเป็นที่ตั้งกองบัญชาการยุทธภูมิชั่วคราว หน้าวัดมีศาลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร. ๕ เมื่อครั้งเสด็จประพาสต้นเมืองนครสวรรค์ วันที่ ๒๙ สิงหาคม ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙) พระองค์ประทับที่ศาลาหน้าวัดแห่งนี้ เพื่อพิจารณาคดีตามคำปรึกษาของศาลทหาร ให้ประหารชีวิตอ้ายวิม ซึ่งเป็นพลทหารที่ได้ฆ่านายสิบตายเนื่องจากเป็นเวลารักษาราชการเสด็จพระราชดำเนินและทำผิดพระราชกำหนดกฎหมายข้อบังคับของค่ายทหารที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่  ถ้าลดหย่อนโทษจะเป็นเยี่ยงอย่าง

วัดเขื่อนแดงนี้เคยเป็นค่ายนครสวรรค์เก่าต่อมาค่ายทหารนครสวรรค์เดิมถูกย้ายไปฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาแทน ใช้ชื่อว่า “ค่ายจิรประวัติ” เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการทหารและทรงเป็นเสนาธิการทหารบกคนแรก

วัดวรนาถบรรพต

 

เดิมชื่อวัดกบหรือวัดเขากบ เป็นวัดเก่าแก่ของนครสวรรค์ตั้งอยู่บนยอดเขาและเชิงเขากบ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๙๖๒ สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี ผู้สร้างคือพญาบาลเมือง สร้างเพื่ออุทิศแด่พญารามผู้น้อง ช่วงหนึ่งวัดเคยถูกทิ้งร้างปกคลุมด้วยป่าไผ่และต้นไม้ วันหนึ่งหลวงพ่อทองได้ธุดงค์มาจากจังหวัดอุตรดิตถ์เห็นความสงบร่มเย็น  จึงได้ปักกลด ณ ที่แห่งนี้ จนชาวบ้านในพื้นที่มาพบเข้าก็เกิดเลื่อมใสศรัทธาจึงพร้อมใจกันอาราธนานิมนต์ให้หลวงพ่อทองจำพรรษาวัดนี้ และช่วยกันบูรณะปฏิสังขรณ์วัดขึ้นใหม่ บริเวณวัดวรนาถบรรพตมีปูชนียวัตถุที่สำคัญ ได้แก่ เจดีย์ใหญ่ที่สร้างสมัยสุโขทัย วิหารที่ประดิษฐานรูปหล่อหลวงพ่อทอง พระพุทธไสยาสน์ ยาวประมาณ ๑๐ วาเศษ อุโบสถหลังเก่าที่มีรูปปั้นตากบ-ยายเขียด ที่หลวงพ่อทองสร้างอยู่ด้านหน้า ส่วนบนยอดเขากบที่เป็นส่วนหนึ่งของวัดก็มีปูชนียวัตถุที่สำคัญเช่นกันคือ  รอยพระพุทธบาทจำลองสมัยสุโขทัยประดิษฐานอยู่ในวิหาร เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปหินปางนาคปรกสมัยเชียงแสน

วัดวรนาถบรรพตเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ น. การเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๒ สายเอเซีย เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข ๑ มุ่งหน้าสู่เทศบาลนครสวรรค์ ก่อนถึงเทศบาลมีแยกซ้ายมือขึ้นเขากบ ระยะทาง ๑ กิโลเมตร จากตัวเมือง สอบถามข้อมูล โทร. ๐ ๕๖๓๓ ๖๔๒๙, ๐ ๕๖๓๓ ๖๐๙๔

วัดนครสวรรค์

เดิมชื่อว่าวัดหัวเมือง เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยสุโขทัยตอนปลาย ทางราชการได้เคยใช้สถานที่ของวัดนี้ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ก่อนเปลี่ยนชื่อจากวัดหัวเมืองเป็นวัดนครสวรรค์ วัดหัวเมืองมีชื่ออีกชื่อหนึ่งคือวัดโพธิลังการาม เพราะมีผู้นำต้นโพธิ์จากประเทศศรีลังกามาปลูกไว้ที่หน้าวัด บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ๔ ต้น และมีเจดีย์ใหญ่อยู่ใกล้ต้นโพธิ์ที่ปลูก ปัจจุบันทั้งเจดีย์และต้นโพธิ์ไม่ปรากฏให้เห็นแล้ว   ภายในบริเวณวัดปรากฏโบสถ์หลังเดิมเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อศรีสวรรค์ พระพุทธรูปที่เป็นที่เคารพสักการะของชาวนครสวรรค์และยังมีวิหารอันเป็นที่ประดิษฐานพระสองพี่น้อง “พระผู้ให้อภัยยิ่ง” หรือ “พระหันหลังให้กัน” หันหน้าไปทางทิศตะวันออกองค์หนึ่ง อีกองค์หนึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่มีประวัติว่าพม่าสร้างไว้เป็นอนุสรณ์เมื่อยกทัพมาถึงเมืองนครสวรรค์ การหันหลังให้กันอาจหมายถึงการให้อภัยไม่จองเวรจองกรรมกันอีกต่อไป

วัดนครสวรรค์ตั้งอยู่ตรงถนนสวรรค์วิถี ปากซอย ๒๗ รั้วเดียวกับมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย

หอวัฒนธรรมจังหวัดนครสวรรค์

 

ตั้งอยู่ในเขตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ตำบลนครสวรรค์ เป็นอาคาร ๒ ชั้น สถาปัตยกรรมแบบไทยประยุกต์ตรีมุข โดยเป็นศูนย์รวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและวัฒนธรรมของจังหวัด ภายในแบ่งเป็นห้องต่าง ๆ จำนวน ๖ ห้อง ดังนี้

๑. ห้องโสฬส จัดนิทรรศการด้านศิลปวัฒนธรรมระยะยาวหมุนเวียนไปตามเนื้อหาและวัตถุประสงค์ ในรูปของศิลปวัตถุ ชิ้นส่วนโบราณสถาน เครื่องมือ เครื่องใช้สมัยโบราณ

๒. ห้องนิมมานนรดี จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติถาวร ได้แก่ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ครั้งเสด็จประพาสต้นเมืองนครสวรรค์ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์มาจัดแสดง นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ ๑๐ ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพระราชกรณียกิจ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ๓ ครั้ง นอกจากนั้นยังมีนิทรรศการหมุนเวียนต่าง ๆ ทั้งด้านศิลปะและวัฒนธรรมให้แก่ผู้สนใจตามวาระ

๓. ห้องบุญชู โรจนเสถียร ใช้สำหรับจัดแสดงการละเล่นมหรสพพื้นบ้าน ฉายสไลด์ด้านศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ประกวดกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม อบรมสัมมนา ตลอดจนฉายภาพยนตร์อนุรักษ์ ภาพยนตร์ส่วนพระองค์ และภาพยนตร์ตามเทศกาล (เปิดทุกวันพุธ เวลา ๑๓.๐๐ น. และวันอาทิตย์ เวลา ๑๐.๐๐ น.)

๔. ห้องศูนย์ข้อมูลท้องถิ่น บริการการศึกษา ค้นคว้า วิจัยเรื่องราวของจังหวัดนครสวรรค์ในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันในรูปของเอกสารตำรา งานวิจัย สมุดข่อย ใบลาน จดหมายเหตุ แผนที่ ภาพถ่าย สไลด์ เทปบันทึกเสียง และวิดีโอเทป

๕. ห้องประชาสัมพันธ์ เป็นสถานที่ติดต่อประสานงานของศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดนครสวรรค์และงานประชาสัมพันธ์ของหอวัฒนธรรม

๖. ห้องดุสิตา เป็นห้องที่ใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดหอวัฒนธรรม โดยยังคงรักษาไว้ให้อยู่ในสภาพเดิม

นอกจากนี้ยังมีโรงละครขนาด ๑๑๐ ที่นั่ง จัดแสดงประเพณีศิลปวัฒนธรรม หอวัฒนธรรมสร้างเสร็จเมื่อเดือนมิถุนายน            พ.ศ. ๒๕๓๕  โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินมาทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ หอวัฒนธรรมเปิดให้เข้าชมทุกวันเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๓๐ น. โดยไม่มีอัตราเข้าชม ติดต่อ โทร. ๐ ๕๖๒๑ ๙๑๐๐-๒๙ ต่อ ๑๑๓๕, ๐๘ ๘๒๒๗ ๒๑๔๕ 

ถ้ำบ่อยา

 

วัดเทพนิมิตทรงธรรม หรือคนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ “ถ้ำบ่อยา” ตั้งอยู่ที่บ้านหินก้อน ตำบลหนองกรด ห่างจากตัวเมือง ประมาณ ๓๐ กิโลเมตร ในอดีตเป็นที่อยู่อาศัยของบรรดาสัตว์หลายชนิดทั้งสัตว์ปีก สัตว์หากินตอนกลางคืน  และสัตว์เลื้อยคลานหลากหลายชนิดโดยเฉพาะงูนั้นมีอยู่นับไม่ถ้วน และเล่ากันว่าเมื่อก่อนหมู่บ้านหินก้อนได้มีโรคห่าลง   ทำให้ชาวบ้านล้มตายกันมาก จนกระทั่งมีคนแก่มาบอกว่า “ให้นำน้ำที่อยู่ในถ้ำนี้มากินเสีย” ผู้ที่ได้นำน้ำมากินก็หายจากโรคห่า ชาวบ้านจึงเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “ถ้ำบ่อยา” ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๐๘ หลวงพ่อจ้อยได้นำสามเณรมานั่งสมาธิที่ถ้ำนี้จนบรรลุธรรม ทำให้มีคนรู้จักถ้ำบ่อยามากขึ้นพร้อมกับมีผู้มีจิตศรัทธาได้บริจาคเงินเพื่อบูรณะเรื่อยมา กลายสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่ปฏิบัติธรรม โดยตำนานยังเล่าว่าคนที่มาไหว้พระหรือมาปฏิบัติธรรมนั้นจะพบกับงูใหญ่มีหงอน ๒ ตนที่เป็นผู้ดูแลถ้ำนี้

การเดินทาง สามารถใช้ทางหลวงหมายเลข ๑ จากนครสวรรค์ มุ่งหน้าสู่จังหวัดกำแพงเพชร ระยะทาง ๑๕ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายตรงสามแยก เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข ๑๐๗๒ สายหนองเบน        -ลาดยาว ๑ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายตรงป้ายทางเข้าวัดถ้ำบ่อยาซึ่งเป็นทางลูกรัง จากบริเวณเชิงเขาจะพบบันไดขึ้นไปตัวถ้ำ ภายในถ้ำ            แบ่งออกเป็น ๓ ช่วง ช่วงแรกเป็นที่ตั้งพระประธานองค์ใหญ่ ช่วงที่ ๒ อยู่ลึกเข้าไปข้างในเป็นทางตันแต่บริเวณนี้จะมีบ่อน้ำซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นบ่อยาศักดิ์สิทธิ์อยู่ ช่วงที่ ๓ เป็นทางที่จะออกจากบริเวณถ้ำสู่ภายนอกได้ทางหนึ่ง

สะพานเดชา นครสวรรค์

 
ประวัติ
    สะพานเดชาติวงศ์ ได้เริ่มสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2485 สมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาโดยกรมทางหลวง ซึ่งสร้างสะพานแห่งนี้โดยมีจุดประสงค์ให้เป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงระหว่างภาคกลางและภาคเหนือแทน
 
เส้นทางเรือ โดยมีพิธีเปิดให้ใช้งานได้เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2493 โดยมีพันตรี หม่อมหลวงกรี เดชาติวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวงในสมัยนั้นเป็นประธานเปิดสะพาน ต่อมาในปี พ.ศ. 2512 กรมทางหลวงได้งบประมาณทางหลวงหมายเลข 32 ตอน บางปะอิน-นครสวรรค์ จึงได้สร้างสะพานขึ้นอีกสะพานหนึ่งคู่กับสะพานเดชาติวงศ์เดิม เรียกว่า สะพานเดชาติวงศ์ 2 โดยเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กคู่ขนานไปกับสะพานเดชาติวงศ์เดิม และเปิดใช้เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2514 ต่อมาได้มีการสร้างสะพานเดชาติวงศ์ 3 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 และสร้างเสร็จและเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2536
 
    ในปัจจุบันสะพานเดชาติวงศ์จะเปิดใช้งานเพียง 2 สะพาน คือ สะพานเดชาติวงศ์ 2 และ 3 ส่วนสะพานเดชาติวงศ์ 1 ทางจังหวัดนครสวรรค์เปิดไว้เป็น สะพานประวัติศาสตร์ ซึ่งใช้ในการจัดงานต่างๆ ของจังหวัด หรือเปิดให้ใช้งานได้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น เกิดอุบัติเหตุ การจราจรติดขัด เป็นต้น และในช่วงเทศกาลการจราจรจะหนาแน่นมาก เช่น ช่วงสงกรานต์,ปีใหม่ ฯลฯ

สวนกล้วยไม้พิไลพร

ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑๒ บ้านวังยาง ตำบลตะเคียนเลื่อน มีพื้นที่ ๒๐ ไร่ โดยเปิดให้ชมการปลูกเลี้ยงและจัดจำหน่ายพันธุ์กล้วยไม้ต่าง ๆ อาทิ แคทลียา แวนด้า ช้าง และไม้ไทย รวมทั้งยังมีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดตามฤดูกาล เช่น มะม่วง กล้วยหอม กระท้อน มะนาวเมืองจีน ชมพู่น้ำเพชร ฝรั่ง มะละกอแขกดำ มะปราง มะยงชิด การเดินทางใช้เส้นทางสายนครสวรรค์-อำเภอโกรกพระ ระยะทาง ๖ กิโลเมตร เลี้ยวขวาตรงปากทางเข้าวัดวังยางอีก ๒ กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวซ้ายไป     ตามป้ายบอกทาง ๕ กิโลเมตร สวนกล้วยไม้จะอยู่ทางด้านขวามือ

www.ppsorchids.com, www.facebook.com/PPSorchidFarm
โทร.๐๘ ๑๐๔๖ ๖๙๖๐, ๐๘ ๖๙๓๒ ๖๒๕๕

วัดเกาะหงษ์

 

เป็นวัดเก่าแก่อายุกว่า ๒๐๐ ปี สร้างขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๓๖ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ชุมชนเดิม   บริเวณวัดเป็นกลุ่มที่มีเชื้อสายมอญ ภายในบริเวณวัดยังคงเหลือสถาปัตยกรรมที่สำคัญคือวิหาร (โบสถ์เก่า)  ลักษณะศิลปะอยุธยาตอนปลายถึงช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ด้านในปรากฏภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปเทพชุมนุมหลายองค์เขียนต่อเนื่องกันไปแบบงานจิตรกรรมสมัยอยุธยา ฝีมือช่างหลวง เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสต้นทางเหนือและทรงแวะวัดเกาะหงษ์ พระองค์ได้เสด็จขึ้นไปมนัสการพระประธานในอุโบสถและทอดพระเนตรเห็นพระสังกัจจายน์แบบยืนแล้วพอพระทัยเป็นอันมาก จึงทรงขออัญเชิญไปและพระราชทานพระราชทรัพย์จำนวน ๑ ชั่ง (๘๐บาท) เพื่อให้จัดสร้างใหม่ขึ้นมาแทน ซึ่งก็คือองค์ปัจจุบัน และเนื่องจากชุมชนเดิมและปัจจุบันยังคงมีเชื้อสายคนมอญอยู่ จึงได้มีการอนุรักษ์การละเล่นแบบโบราณ อาทิ การเล่นสะบ้า ลูกช่วง มอญซ่อนผ้า รวมถึงงานประเพณีต่าง ๆ เช่น งานประเพณีแข่งเรือ งานปิดทองไหว้พระ งานประเพณีสงกรานต์ อีกทั้งวัดเกาะหงษ์ยังมีชื่อเสียงด้านการรักษาโรคด้วยวิธีการเหยียบฉ่า ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน การเดินทางใช้เส้นทางสายนครสวรรค์-อำเภอโกรกพระ ระยะทาง   ๖ กิโลเมตร วัดอยู่ทางด้านซ้ายมือ อยู่ห่างจากตัวจังหวัด  ๗ กิโลเมตร ระหว่างทางมีร้านค้าชุมชนขายผลไม้ตามฤดูกาล

ศูนย์แสดงเครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ

 

สืบทอดมรดกภูมิปัญญาที่ตกทอดมากว่า ๒๐๐ ปี ของชาวมอญที่อพยพมาจากอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้มาตั้งถิ่นฐานมีหลายหลังคาเรือนและประกอบอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผาที่ได้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ จนกลายเป็นหมู่บ้านภูมิปัญญาการทำเครื่องปั้นดินเผาในปัจจุบัน ภายในเป็นศูนย์สาธิตด้านการทำเครื่องปั้นดินเผา และเปิดให้เข้าชมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ อาทิ โอ่ง กระถาง ของประดับดินเผาตกแต่งสวน ตกแต่งบ้าน ของที่ระลึก ศูนย์แสดงเครื่องปั้นดินเผานี้ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑ ตำบลบ้านแก่ง อำเภอเมือง ห่างจากเมืองนครสวรรค์ ประมาณ ๑๖ กิโลเมตร อยู่ติดกับอำเภอเก้าเลี้ยว การเดินทางใช้เส้นทางถนนนครสวรรค์-พิษณุโลก เลี้ยวเข้าแยกนวมินทร์ ขับรถต่อไปอีก ๑๖ กิโลเมตร              

ก็จะถึงตัวหมู่บ้าน สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแก่ง โทร. ๐ ๕๖๓๖ ๒๔๐๗

เขาถ้ำพระ

ตั้งอยู่หมู่ที่ ๘ ตำบลเนินศาลา อยู่ใกล้กับที่ทำการวนอุทยานเขาหลวง โดยมีหลวงพ่อสายมังกรเป็นผู้ริเริ่มสร้างวัดเขาถ้ำพระในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ภายในถ้ำมีหินงอก หินย้อย และพระพุทธรูป ช่วงเทศกาลสงกรานต์ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๔ เมษายน ของทุกปี ทางวัดจะจัดงานนมัสการปิดทองพระวัดเขาถ้ำพระ ประชาชนในท้องถิ่นจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปนมัสการเป็นจำนวนมาก จากเชิงเขามีบันไดคอนกรีตประมาณ ๑๐๐ ขั้นขึ้นสู่ปากถ้ำ เมื่อขึ้นไปบนยอดเขาสามารถมองเห็นทัศนียภาพโดยรอบตัววัด เนื่องจากตั้งอยู่ในส่วนหนึ่งของพื้นที่วนอุทยานแห่งชาติเขาหลวงและเมื่อมองมาจากยอดเขาจะพบทิวทัศน์ที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน บริเวณใกล้เคียงกันภายในเขตวนอุทยานแห่งชาติเขาหลวงยังมีจุดชมวิวที่สวยงาม มีบ่อขุดทองคำขนาดใหญ่ รวมทั้งบ่อน้ำซับที่ชาวบ้านเรียกว่า “สระแก้ว” และพระพุทธรูป ๑ องค์ ที่ประดิษฐานอยู่บนยอดเขาหลวง และส่วนยอดเขาเขียวที่สูงรองลงมา เป็นที่ตั้งของวัดถ้ำบ่อยา การเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๐๐๕ สายนครสวรรค์-อำเภอโกรกพระ ระยะทาง ๑๖ กิโลเมตร เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงสายโกรกพระ-ทัพทัน ระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก ๔ กิโลเมตร ซึ่งเป็นถนนลูกรังก็จะถึงเขาถ้ำพระ

วัดบางมะฝ่อ

เป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งทิศใต้ สร้างขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๒๒ สมัยกรุงธนบุรี เดิมชื่อ วัดจันทป่าฝ้าย ตามนามผู้สร้างคือนายจันท์และนางฝ้าย แต่ต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖  สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ประทานพระวินิจฉัยว่าวัดในตำบลบ้านใดก็ควรมีชื่อตามตำบลนั้น ๆ จึงได้ชื่อวัดบางมะฝ่อตั้งแต่นั้นมา ภายในบริเวณวัดยังมีโบสถ์ซึ่งมีประตูหน้าต่างเป็นรูปทวารบาล ด้านในมีรูปราชาธิปก ที่ได้รับพระราชทานมา ฝาผนังด้านในเป็นภาพพุทธชาดก ในวิหารที่อยู่ตรงกันมีภาพพุทธประวัติเป็นฝีมือช่างเก่า และประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัย ที่มีความแปลกตรงมีตาลปัตรอยู่ด้วย และในวิหารยังมีรอยพระพุทธบาทที่งดงามมาก

 การเดินทางสามารถใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๐๐๕ สายนครสวรรค์-โกรกพระ โดยวัดห่างจากที่ว่าการอำเภอ ๓ กิโลเมตร

ฟาร์มนกกระจอกเทศ นครสวรรค์

ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๔ ตำบลเนินกว้าว มีพื้นที่ ๒๐ ไร่ บรรยากาศร่มรื่น และมีซุ้มนั่งเล่นส่วนตัวท่ามกลางแมกไม้ ภายในฟาร์มยังเปิดให้รับฟังคำบรรยายเกี่ยวกับการเลี้ยงนกกระจอกเทศ พาชมกระบวนการผลิต และยังเลือกซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปจากนกกระจอกเทศได้อีกด้วย บางตัวเป็นสินค้าส่งออกจำหน่ายต่างประเทศ นอกจากนี้ทางฟาร์มยังมีอาหารหน่ายแก่ผู้สนใจ อาทิ เนื้อนกกระจอกเทศ เนื้อกวาง เนื้อจระเข้ เนื้อแพะ กบ และปลาไหล ปรุงในเมนูต่าง ๆ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกซื้อสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ในราคาแหล่งผลิต โดยฟาร์มเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ น. สอบถามข้อมูล โทร. ๐๘ ๙๘๓๙ ๒๕๔๗ หรือทางเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/ns.ostrichfarm

น้ำตาลสดเกยไชย

 

ต้นตาลเป็นพืชที่มนุษย์ได้นำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันกันมากที่เป็นอันดับต้นๆซึ่งสามารถนำมาทำอาหารได้หลายประเภทแต่ที่นิยมมากที่สุดคือ อาหารหวาน  ต้นตาลมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมคือสามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด  และ เป็นพันธุ์ไม้พวกปาล์มขนาดใหญ่ สกุล (Genus)มีความแข็งแรงมากชนิดหนึ่ง  ลำต้นสูงถึง 40 เมตร และวัดผ่า-กลางประมาณ  60 ซม. ประเทศไทยจึงมีต้นตาลขึ้นกระจายไปทุกภูมิภาค  ดังเช่นที่ ตำบลเกยไชย  อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ก็มีต้นตาลโตนดขึ้นอยู่ในพื้นที่มากมายประมาณ 20,000 ต้น  ด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติมากมายก่อให้เกิดภูมิปัญญาท้องถิ่น  โดยบรรพบุรุษสมัยก่อนได้ทำน้ำตาลโตนดไว้รับประทานเองสืบต่อกันมานานถึง 300 ปี   และเป็นที่กล่าวขานของผู้คนที่เดินทางผ่านนครสวรรค์แล้วผ่านไปยัง อำเภอชุมแสงจะต้องแวะลองลิ้นชิมรสน้ำตาลสดเกยไชย จนกลายเป็นคำขวัญประจำอำเภอชุมแสงว่า "ถ้าไปชุมแสงแล้วไม่ได้ลิ้มชิมรส น้ำตาลสดเกยไชย ก็เปรียบเหมือนไม่ได้ไปชุมแสง"

วัดเขาดินใต้

 
วัดเขาดินใต้ หรือวัดพระหน่อธรรินทร อยู่ใกล้วารินคงคาราม เมื่อครั้งรัชกาลที่5 เสด็จประพาสต้นเมืองกำแพงเพชรทางชลมารค ได้แวะเมืองนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2449 ทรงสนทนาธรรมกับ "หลวงพ่อเฮง" อดีตเจ้าอาวาส เป็นที่พอพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่งและทรงแต่งตั้งให้เป็นพระครูชั้นพิเศษ นาม "พระครูพิสิษฐสมถคุณ"
 
    "หลวงพ่อเฮง" เป็นพระที่รัชกาลที่ 5 ทรงนับถือมากจนได้รับนิมนต์เข้าไปในพระราชพิธีต่างๆ ตลอดรัชกาล และได้รับพระราชทานสิ่งของเครื่องใช้หลายอย่าง ซึ่งทางวัดมหาโพธิ์ได้เก็บรักษาไว้และดังปรากฎในพระราชหัตถเลขาขอvงร.5 ทรงบันทึกไว้ว่า ทรงเลื่อมใสในศีลา- จารวัตรหลวงพ่อเองมาก และทรงบริจาคเงิน 100 บาท ร่วมสร้างศาลวัดเขาดินใต้ 
 
    "วัดเขาดิน หรือ วัดเขาดินใต้" ในปัจจุบันเนื่องจากต่อมาภายหลังได้มีการสร้างวัดเขาดินเหนือโดยวัดเขาดินใต้นี้เป็นวัดเก่าแก่สร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย อายุประมาณ 200 ปีเศษ ตั้งอยู่ในเขตตำบลเขาดิน อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิงฝั่งตะวันตกด้วยเหตุนี้เองจึงมีชื่อเต็มว่า "วัดพระหน่อธรณิรนทรใกล้วารินคงคาราม" ตั้งอยู่ตรงข้ามวักมหาโพธิ์ใต้ ซึ่งเป็นวัดพี่วัดน้องกันเพราะหลวงพ่อเฮงท่านเป็นเจ้าอาวาสปกครองดูแลทั้ง 2 วัด
 
    ซึ่งภายในวัดมีจุดสำคัญต่างๆ ในการตามรอยเสด็จประพาสต้น ดังนี้นมัสการ "หลวงพ่อเฮง" แวะชมวิหารเล็ก ตั้งอยู่บนเขาหน้าวัดเขาดินประดิษฐรอยพระพุทธบาทจำลองที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถถวาย "หลวงพ่อเฮง" เมื่อ พ.ศ. 2456 แวะชมพระอุโบสถบนยอดเขามรทางขึ้นเป็นบันไดนาคสวยงามมาก และ ถ้ำลับแล
 
    การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข ๑๑๗ สายนครสวรรค์-พิษณุโลก ประมาณ ๒ กิโลเมตร แล้วแยกซ้ายมือไปทางบ้านแก่งอีกประมาณ ๑๓ กิโลเมตร วัดอยู่ติดถนนทางด้านขวามือ ห่างจากจังหวัดเพียง ๑๕ กิโลเมตร
 

เมืองโบราณโคกไม้เดน

มีอีกชื่อว่า “เมืองบนโคกไม้เดน” สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี ที่คนสมัยก่อนเรียกกันว่า “เมืองบน” สร้างขึ้นในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖ (พ.ศ. ๑๐๐๐-๑๕๐๐) ลักษณะเป็นรูปรีคล้ายหอยสังข์ ขนาดยาวประมาณ ๒๕๐ เมตร กว้าง ๖๐๐ เมตร คล้ายเมืองกำแพงนครปฐม เมืองเสมาจังหวัดนครราชสีมา และเมืองพญาแร่จังหวัดชลบุรี เมืองโบราณเมืองบนนี้มีคูน้ำ-คันดินล้อมรอบ ๓ ชั้น สภาพปัจจุบันคูเมืองและกำแพงเมืองชั้นนอกบางส่วนถูกถนนสายเอเชียตัดผ่านทับไปบางตอน ในอดีตเมืองนี้เป็นอู่ต่อเรือสำคัญโดยเป็นหนึ่งในสองของเมืองต่อเรือ  ที่เรียกว่า “อู่บน” หรือเมืองบน ส่วน “อู่ล่าง” คือเมืองอู่ตะเภาในจังหวัดชัยนาท ชื่อเมือง “ไม้เดน” มาจากไม้ผลที่พบมากในบริเวณนี้ ส่วนนอกเมืองทางด้านทิศตะวันออกยังพบกลุ่มโบราณสถานซึ่งส่วนใหญ่เป็นฐานของพระสถูปเจดีย์ และบนยอดเขาต่าง ๆ ที่สำรวจแล้วจำนวนถึง ๑๖ แห่ง ซึ่งสะท้อนถึงความรุ่งเรืองของพุทธศาสนา รวมทั้งยังมีการขุดพบโบราณวัตถุต่าง ๆ อาทิ รูปปั้นช้างพญาฉัททันต์ที่มีอายุกว่า ๑,๐๐๐ ปี โดยรูปปั้นต่าง ๆ ถูกนำออกจัดแสดงที่ต่างประเทศโดยนักโบราณคดีชาวอเมริกันและออสเตรเลียเรียกกันว่าศิลปะโบราณจากบ้านโคกไม้เดน เมืองโบราณโคกไม้เดนสามารถเข้าเยี่ยมชมได้ทุกวัน เวลา  ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. ซึ่งเมืองนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองนครสวรรค์-กรุงเทพ ๓๒ กิโลเมตร (ใช้ทางหลวงสายเอเชีย) และเลี้ยวซ้ายเข้าโคกไม้เดนอีก ๓ กิโลเมตร

วัดพระปรางค์เหลือง

เป็นวัดโบราณที่ตั้งอยู่ใกล้กับโบราณสถานเมืองบน อันเป็นหัวเมืองโบราณในสมัยทวารวดี ยังปรากฏร่องรอยคูเมืองโบราณติดต่ออยู่ด้านทิศเหนือของวัด โดยเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้คำนวณอายุจากปูชนียสถานโบราณไว้ว่า มีอายุกว่า ๒๓๐ ปี และถูกสร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. ๒๓๐๕ สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย บ่งบอกได้ว่าวัดพระปรางค์เหลือง  เคยเป็นชุมชนรวมทั้งแหล่งอารยธรรมมาตั้งแต่โบราณ และอดีตยังเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ ถึง ๓ ครั้ง ในการเสด็จประพาสต้นทางภาคเหนือ เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงวัดพระปรางค์เหลือง ครั้งที่ ๑ เมื่อ ร.ศ. ๑๒๐ ตรงกับวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๔ เวลาราว ๔ โมงเย็น ได้ทอดพระเนตรพระอุโบสถและกุฏินฝีมือช่างชาวจีนและทรงสนพระทัยในการเหยียบฉ่าของหมอจีน การเสด็จครั้งที่ ๒ เกิดขึ้นเมื่อ ร.ศ. ๑๒๕ ตรงกับวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๙   ครั้งนั้นพระครูพยุหานุสาสก์ (เงิน) ได้ลงมาคอยอยู่ที่แพรับเสด็จ โดยมีราษฎรนับหลายพันคนรอรับเสด็จด้วย ครั้งนั้นหลวงพ่อเงินได้มีโอกาสรดน้ำมนต์ถวาย ตามประวัติศาสตร์นับเป็นพระสงฆ์เพียงรูปเดียวที่ได้รดน้ำมนต์ถวาย และเสด็จครั้งที่ ๓ เมื่อ ร.ศ. ๑๒๗ ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๕๑ พระองค์ท่านเสด็จฯ โดยรถไฟจากสถานีบางปะอินถึงสถานีปากน้ำโพ (นครสวรรค์) จากนั้นเสด็จฯโดยเรือชะล่า (ขุดจากซุงทั้งต้น) มายังวัดพระปรางค์เหลือง คราวนั้นพระองค์เสด็จผ่านไปยังคลองมะขามเฒ่าเพื่อเสด็จฯต่อไปยังสุพรรณบุรีสร้างความปลาบปลื้มแก่ชาวเมืองพยุหะคีรีมาก วัดพระปรางค์เหลืองยังปรากฏโบราณสถานที่สำคัญคือองค์พระปรางค์เหลือง โดยปรางค์องค์เดิมมีเรื่องเล่ากันว่าเป็นเจดีย์องค์เก่าอยู่ในพื้นที่โบราณสถานเมืองบนสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖) และมีการบูรณะในสมัยกรุงศรีอยุธยา

ปัจจุบันพระปรางค์องค์นี้มีลักษณะเป็นพูนอิฐและดินสูงเหมือนเนินเขาเตี้ย มีความเชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ใครแตะต้องไม่ได้ ส่วนองค์พระปรางค์ปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๑ องค์พระปรางค์เหลืองที่สร้างใหม่เป็นปรางค์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ริมน้ำเจ้าพระยาสีขาวทั้งองค์ สูงประมาณ ๒๙ เมตร ตั้งอยู่บนฐานสูงสามชั้น เป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย โดยจำลองแบบมาจากเจดีย์องค์เก่าข้างโบสถ์ ส่วนกลางขององค์พระปรางค์ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันต์ธาตุ เหตุที่สร้างไม่ครอบองค์เดิมไว้ด้วยต้องการอนุรักษ์ให้กับคนรุ่นหลังได้ดู รวมทั้งศึกษาศิลปะและความเป็นมาของพระปรางค์องค์เก่า ทิศตะวันตกขององค์พระปรางค์เป็นวิหารหลังเก่า สันนิษฐานว่าสร้างพร้อมกับวัด ลักษณะเดิมมีผนังทำอยู่ด้านเดียวและแคบ หลวงพ่อเงินจึงสร้างอุโบสถขึ้นใหม่ภายในวัด ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่เรียกกันว่า “หลวงพ่อโต” และนิยมเรียกวิหารตามชื่อพระพุทธรูป หลวงพ่อโต เป็นพระพุทธรูปที่มีแกนองค์ถึงเศียรเป็นไม้ ก่ออิฐถือปูนแบบศิลปะอยุธยาตอนปลาย เป็นพระพุทธรูปที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือมาเป็นเวลานาน หน้าบรรณของวิหารประดับตกแต่งด้วยถ้วยชามสังคโลกของเก่าและใหม่ นับว่าเป็นการตกแต่งที่แปลกกว่าที่อื่น ๆ ภายในวัดยังมีสิ่งของสำคัญหลายชิ้น อาทิ เก๋งเรือพระราชทาน ซึ่งเป็นเก๋งเรือที่หลวงพ่อเงินได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อคราวได้พระราชทานสัญญาบัตรพัดยสเป็นพระครูพยุหานุสาสน์ตัวเก๋งเรือทำด้วยไม้สักทองนอกจากเก๋งเรือพระราชทานแล้วก็ยังมีโซ่คล้องช้างพระราชทาน โดยวัดพระปรางค์เหลืองตั้งอยู่ติดริมน้ำเจ้าพระยา ตำบลท่าน้ำอ้อย อำเภอพยุหะคีรี และเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น การเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๒ สายกรุงเทพฯ-นครสวรรค์ แยกเข้าจังหวัดอุทัยธานี ก่อนข้ามสะพานวันรัต ให้เลี้ยวซ้ายตรงทางแยก ระยะทาง  ๕๐๐ เมตร วัดจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ

วัดเกยไชยเหนือ

วัดเกยไชยเหนือ (บรมธาตุ) ปัจจุบันตั้งอยู่ ณ เลขที่ ๑/๑ หมู่ที่ ๔ ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์   ริมฝั่งแม่น้ำยม ณ บริเวณสบกันของแม่น้ำยมกับแม่น้ำน่าน มีเนื้อที่ ๒๖ ไร่ ๒ งาน ๙๒ ตารางวา ได้ตั้งเป็นวัดเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๐ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๐ ซึ่งเจ้าคณะผู้ปกครองฝ่ายสงฆ์ได้ปกครองดูแลตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

 

 

 

วัดแห่งนี้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย ประมาณปี พ.ศ. ๑๙๐๖ – ๑๙๑๒ อย่างน้อยที่สุด เป็นเวลามากกว่า ๖๕๖ ปีที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏ หลักฐานสำคัญ คือ พระบรมธาตุเจดีย์ ทรงระฆังคว่ำ แบบลังกาฐานแปดเหลี่ยม ไม่ทำเสาหาน และยังพบหลักฐานสำคัญอีกหนึ่งอย่าง คือ ใบเสมาคู่ ลายเทพนม และลายดอกไม้ที่ทำจากหินชนวน เป็นต้น เดิมวัดแห่งนี้เรียกว่า วัดพระบรมธาตุ ดังปรากฏในเอกสารตรวจการคณะสงฆ์ มณฑลฝ่ายเหนือ พ.ศ. ๒๔๕๗ เมื่อครั้งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เสด็จเยี่ยมวัดแห่งนี้ ดังปรากฏข้อความว่า

“เช้าเกือบ ๓ โมง เรือเคลื่อนจากทำนบหน้าวัดชุมแสง ล่องลงมาตามลำน้ำน่าน มีเรือราษฎรราว ๑๐ ลำเศษ เลี้ยวเข้าไปในลำน้ำยมอันแยกจากลำน้ำน่าน เข้าไปราวเส้นหนึ่ง ถึงวัดพระบรมธาตุ เรือพระที่นั่งหยุดทอดหน้าวัดเสด็จขึ้นทอดพระเนตร วัดนี้มีโบสถ์ก่อใบสีมาใช้หินสลักเป็นลายต่างๆ เช่น ลายเทพนมบ้าง ลายดอกไม้บ้าง มีเจดีย์  รูปกลมสูงราว ๓ วาเศษอยู่องค์หนึ่ง ฐานแปดเหลี่ยม ซึ่งหมายเอาว่าเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุ ทราบว่าถึงหน้าเทศกาล ชาวบ้านประชุมนมัสการเป็นงานปี แล้วทรงประทานของแจกแก่พระสงฆ์ เจ้าอาวาสและราษฎรผู้มาคอยเฝ้าอยู่               แล้วเสด็จกลับลงเรือพระที่นั่ง”

 

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ วัดพระบรมธาตุ ได้เปลี่ยนชื่อวัดใหม่ตามการปกครองของบ้านเมือง โดยใช้ ชื่อว่า  “วัดเกยไชยเหนือ (บรมธาตุ)” จากนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน จากหลักฐานที่กล่าวมาข้างต้นวัดแห่งนี้เป็นวัดที่มีหลักฐานมั่นคง มีปูชนียวัตถุสำคัญที่สาธุชนและประชาชนโดยทั่วไปได้กราบไหว้ และเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้าในสมัยนั้นเสด็จมาแวะนมัสการและเยี่ยมประชาชน

ประวัติการปฏิสังขรณ์หรือการก่อสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ ไม่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร มีแต่คำบอกเล่าของชาววัดสืบต่อๆ กันมา ว่าการปฏิสังขรณ์หรือการสร้างพระบรมธาตุเจดีย์แห่งนี้ มีความสัมพันธ์กับการสร้าง วัดโพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ในสมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ หรือ สมเด็จพระเจ้าเสือ แห่งกรุงศรีอยุธยา   พระราชวงศ์บ้านพลูหลวง (พ.ศ. ๒๒๔๖ – ๒๒๕๑) และพระราชพงศาวดารของกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า พระเจ้าเสือ ประสูติ ณ บ้านโพธิ์ประทับช้าง แขวงเมืองพิจิตร เมื่อครั้งพระเพทราชา (พระบิดา) พาพระมารดา (นางกุลธิดาราชธิดาของพระเจ้าเชียงใหม่) ซึ่งมีพระครรภ์แก่ตามเสด็จสมเด็จพระนารายณ์มานมัสการพระพุทธชินราช   ณ เมืองพิษณุโลก เมื่อพระเจ้าเสือเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงระลึกถึงที่ประสูติตามคำพระมารดาตรัสเล่าจึงโปรดให้       สมุหนายกเกณฑ์ผู้คนลำเลียงสิ่งของ เช่น อิฐ ปูนขาว กาวหนัง เชือก ฯลฯ บรรทุกเรือมาก่อสร้างวัด ณ บริเวณดังกล่าว ใช้เวลาประมาณสองปีเศษ จึงแล้วเสร็จสิ้น

บ้านเกยไชย มีปรากฏชื่ออีกครั้งในสมัย  พระเจ้าตากสิน เมื่อครั้งเสด็จมาปราบชุมนุมพิษณุโลกหลักฐานระบุว่า กองทัพหลวงพระเจ้ากรุงธนบุรี ตั้ง ณ ตำบลเกยชัย (คำว่า “ชัย” สะกดตามหลักฐาน ในพระราชพงศาวดาร) กองทัพธนบุรีปะทะกองทัพพิษณุโลกในครั้งนั้น พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงได้รับบาดเจ็บที่พระชงฆ์ (หน้าแข้ง) เพราะต้องปืนจึงถอยทัพ กลับไปก่อน

จากหลักฐานที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้เชื่อได้ว่า วัดแห่งนี้มีอยู่มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา ตราบจนกระทั่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้าเสด็จมามนัสการพระบรมธาตุดังได้กล่าวมาแล้วอนึ่งควรระบุไว้ในที่นี้ด้วยว่าเมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ ๕ เกยไชยมีฐานะเป็นอำเภอภายหลังจากอำเภอพันลานเปลี่ยนไปเป็นตำบลแล้ว ซึ่งอำเภอเกยไชยตามพระราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒๐ หน้า ๔๙๘ ลงวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๖ (ร.ศ. ๑๒๒)  โดยขณะนั้นมีหลวงผดุงแดนสวรรค์ เป็นนายอำเภอ ซึ่งเป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญรุ่งเรือง เมื่อมีการย้ายอำเภอไปที่ชุมแสง ฐานะของเกยไชยจึงเปลี่ยนไปเป็นตำบล ในขณะที่ชุมแสงได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอมาจนถึงปัจจุบัน

จากคำบอกเล่าของพระครูนิทานธรรมประนาท (เที่ยง ปหฏฺโฐ) อดีตเจ้าอาวาสวัดเกยไชยเหนือ ระบุว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๓ สมัยพระครูนิรภัยวิเทต (หลวงพ่อทองอยู่) ได้พาชาวบ้านทำการบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระบรมธาตุเจดีย์ ได้พบว่ายอดพระเจดีย์ประดับด้วยขันลงหิน ๕ ใบคว่ำ ประกอบกันเป็นตุ้ม ครั้งนั้น ได้พบพระธาตุสีแดง มีลักษณะ   เป็นแก้วผลึกใส มีขนาดยาว ๑ นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒ เซนติเมตร  ๑ องค์ รูปพรรณสัณฐานคล้ายคลึงกับพระบรมธาตุขององคุลีมาล เข้าใจว่าองค์พระบรมธาตุเจดีย์คงบรรจุไว้ทั้ง พระบรมธาตุ และพระธาตุของพระสาวก

อดีตเจ้าอาวาสยังเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ในระหว่าง งานผูกสีมา – ฝังลูกนิมิตอุโบสถหลังใหม่ ได้เกิดปรากฎการณ์ประหลาด มีน้ำเดือดผุดเกิดขึ้น ณ บริเวณท่าน้ำหน้าพระบรมธาตุ เป็นเวลาประมาณ ๒ – ๓ วัน แล้วหายไป ชาวบ้านพากันมาดูมากมายต่างเชื่อกันว่าเป็นการแสดงปาฏิหาริย์ของพระบรมธาตุความศักดิ์สิทธิ์ของพระบรมธาตุเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนทั่วไปงานสมโภชพระบรมธาตุมีสืบเนื่องมาโดยตลอด จัดเป็นประจำทุกๆ ปี ปีละ ๒ ครั้ง ครั้งแรก เป็นงานปิดทองไหว้พระ ห่มผ้าองค์หลวงพ่อพระบรมธาตุ และเทศกาลกินตาล ในวันขึ้น ๑๔ – ๑๕ ค่ำ เดือน ๕  และครั้งที่สอง จัดขึ้นในวันแรม ๑ – ๒ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นงานปิดทององค์พระบรมธาตุ และงานแข่งขันเรือประเพณี เท่าที่สืบค้นได้วัดแห่งนี้ มีรายนามผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ดังนี้

 

๑.  พระอาจารย์ปั่น  (พ.ศ. ๒๔๐๐ – ๒๔๓๐)

๒.  พระสมุห์สอน  (พ.ศ. ๒๔๓๐ – ๒๔๖๖)

๓.  พระครูนิรภัยวิเทต (ทองอยู่ ปญฺญาวฑฺฒโน, พ.ศ. ๒๔๖๖ – ๒๕๒๔)

๔.  พระครูนิทานธรรมประนาท (เที่ยง ปหฏฺโฐ, พ.ศ. ๒๕๒๔ – ๒๕๔๖)

              ๕.  พระครูนิธานปุญญาภิวัฒน์ เจ้าคณะอำเภอ ชุมแสง (พ.ศ. ๒๕๔๖ – ปัจจุบัน)

 

 

 

 

 

10 สถานที่สำคัญของวัดเกยไชยเหนือ
http://www.tourismnakhonsawan.org/10TopWatKoeichaiNeua.pdf

ชุมชนชาวไทยทรงดำบ้านไผ่สิงห์

 

ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ตำบลไผ่สิงห์ ในอดีตพื้นที่บริเวณเป็นที่ดอน มีป่าไผ่และสัตว์ป่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ยังมีนายพรานชื่อสิงห์ที่มีความชำนาญในการดำรงชีพในป่าได้มาพักอาศัยอยู่บริเวณป่าแห่งนี้เป็นคนแรก ต่อมาชาวไทยทรงดำชื่อตาพัก-ยายช้อย ที่อพยพจากบ้านโคกคม จังหวัดเพชรบุรี ก็ได้มาสร้างบ้านอยู่ร่วมกับพรานสิงห์พร้อมกับชาวไทยทรงดำรุ่นต่อ ๆ มา ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันเรียกชื่อหมู่บ้านตามลักษณะพื้นที่บริเวณนั้นและผู้อาศัยคนแรกว่าบ้านไผ่ตาสิงห์ ต่อมาเรียกเพี้ยนเป็นบ้านไผ่สิงห์จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากชุมชนนี้เป็นกลุ่มชาติพันธุ์จึงมีเอกลักษณ์ และมีความน่าสนใจศึกษาเรียนรู้ อาทิ ภาษา การแต่งกาย อาหารการกิน รูปแบบที่อยู่อาศัย ขนบธรรมเนียมประเพณี และพิธีกรรมต่าง ๆ สำหรับการเดินทางมายังชุมชนนี้สามารถใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๒๕ สายนครสวรรค์-ชุมแสง อยู่ห่างจากอำเภอเมืองนครสวรรค์ ๓๕ กิโลเมตร สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลเกยไชย โทร. ๐ ๕๖๒๘ ๒๗๘๔       และสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอชุมแสง โทร. ๐ ๕๖๒๘ ๒๗๙๔

เขาหน่อ-เขาแก้ว

 

ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านแดน ริมทางหลวงหมายเลข ๑ ถนนพหลโยธิน สายนครสวรรค์-กำแพงเพชร  อยู่ห่างจากตัวเมืองจังหวัดนครสวรรค์ ๔๕ กิโลเมตร และอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอบรรพตพิสัย ๑๘ กิโลเมตร โดยเขาหน่อแห่งนี้ เป็นเขาหินปูน มีวัดเขาหน่อตั้งอยู่เชิงเขา และเคยเป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕   เมื่อคราวเสด็จประพาสทางชลมารคสายแม่น้ำปิง พระองค์ยังพระราชทานสิ่งของเครื่องสังเค็ด เช่น ปิ่นโต ตะเกียง ชุดกาต้มน้ำร้อนและหีบไม้ให้กับหลวงพ่อแหยม วัดบ้านแดน นอกจากนี้ยังมีไม้รูปอาร์มจารึกข้อความ “ยุทธการ ๕” ตรงกลางมีรูปจักรทองเหลืองที่พระองค์ทรงพระราชทานไว้ให้ เมื่อคราวประทับแรมพระองค์ทรงสรงน้ำที่สระน้ำบริเวณสถานที่นั้น ปัจจุบันเรียกว่า “สระเสด็จ” ส่วนของเขาหน่อแบ่งออกได้เป็น ๒ ส่วนด้วยกัน ได้แก่

เขานางพันธุรัต เป็นเขาลูกเล็กที่สามารถเดินขึ้นไปชมทัศนียภาพบนยอดเขาผ่านบันได ๖๐ ขั้น ซึ่งบริเวณลานชมวิวจากเขานางพันธุรัตแห่งนี้จะพบถ้ำขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ด้านหน้าประดิษฐานพระพุทธรูปนอนองค์ใหญ่และมีพระพุทธรูปองค์เล็ก อีก ๔ องค์อยู่เคียงกัน ชาวบ้านเชื่อกันว่าบริเวณนี้คือถ้ำพญานาค หากต้องการเดินเข้าชมถ้ำควรนำไฟฉายติดตัวไปด้วย ภายในถ้ำค่อนช้างชื้นและเป็นทางตัน ไม่สามารถเดินทะลุออกไปได้ ต้องเดินกลับมาทางเดิม

เขาพระพุทธบาทหรือเขาลูกใหญ่ บริเวณหน้าเขาจะมีโรงเรียนร้างเป็นจุดสังเกต อยู่ห่างจากเขานางพันธุรัตราว ๆ ๓๐๐ เมตร ด้านบนเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทและเจดีย์เก่าแก่อายุประมาณ ๔๐๐ ปี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย และมีระฆังที่นำไปแขวนใหม่ประมาณ ๒๐ ใบ บนยอดเขามีรอยพระพุทธบาทจำลองอยู่  โดยการขึ้นไปนมัสการต้องเดินขึ้นบันได ๗๐๐ ขั้น และต้องปีนบันไดลิงอีก ๕ ช่วง ด้วยเส้นทางไม่ค่อยสะดวกทำให้ที่นี่เคยถูกใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันชิงตำแหน่งผู้พิชิตยอดเขาหน่อเป็นคนแรก

ต่อมาทางจังหวัดนครสวรรค์ได้สร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ไว้เป็นอนุสรณ์   ระลึกถึงพระองค์ท่านเมื่อครั้งเสด็จประทับแรม ณ ที่แห่งนี้ ส่วนบริเวณเชิงเขามีฝูงลิงจำนวนมากและฝูงค้างคาวในเวลาเย็น                 

สำหรับเขาแก้วอยู่ในบริเวณเดียวกันกับเขาหน่อ ปัจจุบันมีถนนคั่นกลางอย่างชัดเจน เขาแก้วมีถ้ำหลายถ้ำอันเป็นที่อยู่ของฝูงค้างคาว โดยเฉพาะในเวลาพลบค่ำฝูงค้างคาวจะพากันบินออกหากินจากปากถ้ำนับล้านตัว สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจและความประทับใจแก่ผู้พบเห็น จุดนี้เองที่ทำให้ อบต.บ้านแดน พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยสร้างศาลาสำหรับชมค้างคาวไว้บริการนักท่องเที่ยว หากเป็นช่วงวันเสาร์และอาทิตย์บริเวณนี้จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเฝ้ารอชมฝูงค้างคาวและนั่งรับประทานอาหารค่ำจากร้านอาหารชาวบ้านที่บริการในบริเวณนั้น

วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์

ตั้งอยู่ที่หมู่ ๒ บนเขาโคกเผ่น ตำบลทำนบ เป็นวัดในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พื้นที่วัดสร้างเป็นรูปเรือหลวงบนยอดเขา เรือมีนามว่า “ราชญาณ นาวา ฑีฆายุ มงคล”  หมายถึง พาหนะที่จะช่วยให้พ้นห้วงกิเลส วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยเป็นที่พักสงฆ์ ครั้นต่อมาทางราชพัสดุอนุญาตให้ใช้พื้นที่สร้างวัดและตั้งวัดตลอดจนได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาโดยลำดับโดยถูกต้องทุกประการใน พ.ศ. ๒๕๔๘ และเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์เป็นวัดในพระองค์ และทรงรับเป็นองค์ประสานงานก่อสร้างเจดีย์ศรีพุทธคยา เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา โดยตัวเจดีย์ได้ประยุกต์ให้ภายในองค์เจดีย์จัดเป็นห้องสำคัญทางประวัติศาสตร์ มี ๓ ชั้น คือ ชั้นล่างเรียกว่า “วังนาคราช” ใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนิกชน ชั้นที่สอง แบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกเป็น “ห้องมหาราช” ประดิษฐานพระบรมรูปหล่อมหาราช ๘ พระองค์ ส่วนที่สองเป็นห้องสำคัญทางประวัติศาสตร์ และชั้นบนสุดมีเจดีย์สูง ๑๒ เมตร เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธกาญจนาภิเษก และพระพุทธรูปต่าง ๆ สามารถสอบถามข้อมูล โทร. ๐๘ ๑๘๓๔ ๗๘๘๑ (เจ้าอาวาส)  การเดินทางจากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๒ เลยแยกอินทร์บุรีชิดซ้ายมุ่งหน้าไป อำเภอตากฟ้าเลี้ยวซ้ายที่ทางหลวงหมายเลข ๐๐๕๘ ไปอีก ๕ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายอีกครั้ง ระยะทางจากกรุงเทพฯ ๒๗๘ กิโลเมตร

เมืองโบราณจันเสน และ พิพิธภัณฑ์จันเสน

ค้นพบครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ โดยอาจารย์นิจ หิญชีระนันท์  นักวางผังเมือง จากการอ่านภาพถ่ายทางอากาศ และได้เข้าไปถ่ายรูปโบราณวัตถุต่าง ๆ ในบริเวณนั้นมาเผยแพร่จนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป   ต่อมา พ.ศ. ๒๕๑๑-๒๕๑๒ ได้มีการศึกษาสภาพของเมืองโบราณและขุดสำรวจทางโบราณคดี โดยความร่วมมือจากนักวิชาการ มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ซึ่งถือว่าเป็นการขุดค้นหาโบราณคดีอย่างมีระบบเป็นครั้งแรกในประเทศไทย จากการศึกษาครั้งนั้น พบว่าเมืองโบราณจันเสนเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีความชัดเจนในการตั้งถิ่นฐานของผู้คนสมัยทวารวดีตอนต้นหรือประมาณ ๑,๕๐๐ ปีก่อน หลังการขุดสำรวจแล้วเสร็จข่าวแพร่ออกไปก็สบโอกาสเป็นช่องทางให้โบราณวัตถุมากมายถูกลักลอบขุดและจำหน่ายให้กับพ่อค้าวัตถุโบราณ กระทั่งพระครูนิสัยจริยคุณ หรือ “หลวงพ่อโอด” อดีตเจ้าอาวาสวัดจันเสนในสมัยนั้น  เกรงว่าโบราณวัตถุต่าง ๆ จะถูกลักลอบขุดไปเสียหมด จึงรวบรวมโบราณวัตถุส่วนที่แตกหักเสียหายจากการถูกลักลอบขุดนั้นมาเก็บไว้ที่วัดจันเสน โดยปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในส่วนของพระมณฑปเจดีย์ เขตวัดจันเสน ตรงอาคารส่วนฐานจัดแสดงโบราณวัตถุที่พบทั้งในเขตเมืองโบราณและบริเวณใกล้เคียง ตลอดจนแสดงถึงพัฒนาการของชุมชนจันเสนตั้งแต่ครั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. ทางวัดมีเยาวชนอาสาสมัครจากโรงเรียนวัดจันเสนและโรงเรียนจันเสนเอ็งสุวรรณอนุสรณ์ บริการพาเยี่ยมชมภายในบริเวณเมืองโบราณจันเสนและพิพิธภัณฑ์ด้วย

ติดต่อสอบถามข้อมูล โทร. ๐ ๕๖๓๓ ๙๑๑๕-๖ เมืองโบราณจันเสนและพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๒ ตำบลจันเสน การเดินทางสามารถเดินทางได้ ๒ เส้นทาง คือ ออกจากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๒ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสายอินทร์บุรีแล้วไปตามทางหลวงหมายเลข ๑๑ เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๑๙๖ เลี้ยวขวาตรงป้ายวัดจันเสนตรงเข้าไปอีก ๒ กิโลเมตร ข้ามทางรถไฟแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าวัดจันเสน หรือการเดินทางโดยรถไฟให้ลงที่สถานีจันเสนแล้วเดินเท้าเข้าไป ส่วนอีกหนึ่งเส้นทางจากนครสวรรค์ใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๒ มุ่งสู่จังหวัดชัยนาท ระยะทาง ๕๒ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข ๑ มุ่งหน้าอำเภอตาคลี ระยะทาง ๗ กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๑๙๖ ระยะทาง ๒๘ กิโลเมตร เลี้ยวขวาก่อนข้ามทางรถไฟเข้าไปอีก ๑ กิโลเมตรก็ถึงวัดจันเสน

วัดช่องแค

ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๑ ตำบลช่องแค เดิมเป็นวัดที่มีอยู่ในราว พ.ศ. ๒๔๕๘ แต่เป็นวัดกึ่งร้างเนื่องจากมีพระสงฆ์จำพรรษาเพียง ๒ รูป เมื่อคราวหลวงพ่อพรหม ถาวโร พระเกจิจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้แวะธุดงค์ที่บ้านช่องแค ชาวบ้านจึงนิมนต์หลวงพ่อพรหมมาเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกด้วยเลื่อมใสศรัทธาในวัตรปฏิบัติของท่าน โดยชาวบ้านได้ร่วมกันบริจาคที่ดินเพิ่ม เมื่อหลวงพ่อพรหมตกลงรับเป็นเจ้าอาวาส ได้เริ่มสร้างกุฏิ  ศาลาการเปรียญ โรงครัว ส่วนหนึ่งของทรัพย์สินมาจากการขายสมบัติส่วนตัวของหลวงพ่อพรหมเอง ต่อมาเมื่อทางวัดจะสร้างโบสถ์ จำเป็นต้องใช้เงินทุนสูง คณะกรรมการจึงขออนุญาตหลวงพ่อพรหมสร้างวัตถุมงคลขึ้น คือ รุ่น “หลวงพ่อพรหมชอบระฆัง” ซึ่งตอนนี้ก็ยังเป็นที่ต้องการของตลาดพระเครื่องอย่างมาก ปัจจุบันศิษยานุศิษย์ได้นำร่างซึ่งละสังขารแต่ไม่เน่าเปื่อยของ หลวงพ่อพรหม ถาวโร ให้ผู้มีจิตศรัทธาได้กราบไหว้บูชาอยู่ที่วัดช่องแค บริเวณภายในวัดยังมีลิงจำนวนมากอาศัยอยู่ด้วย

การเดินทางจากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๒ เลี้ยวซ้ายเข้าอินทร์บุรี (ทางหลวงหมายเลข ๑๑) เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๑๙๖ เลียบคลองชลประทานถึงกิโลเมตรที่ ๑๘ เลี้ยวขวาเข้าวัดช่องแค

วนอุทยานถ้ำเพชร-ถ้ำทอง

ตั้งอยู่ที่ตำบลตาคลี ห่างจากที่ว่าการอำเภอตาคลี ๑๐ กิโลเมตรตรงเขาชอนเดื่อซึ่งเป็นป่าสลับกับภูเขาหินปูนและมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ซึ่งมีเรื่องเล่าว่าในราวพ.ศ. ๒๔๕๓ หลวงพ่อรุ่งเจ้าอาวาสวัดหนองสีนวลในขณะนั้น ได้นำคันศรสัมฤทธิ์เป็นนาคราช ๓ เศียร ซึ่งมีทั้งสายและลูกที่เก็บได้จากเขาชอนเดื่อถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงพระราชทานนามศรโบราณนี้ว่า “พระแสงศรกำลังราม” ต่อมาหลวงพ่อรุ่งได้จารวัน เดือน ปีที่พบศรไว้ ณ สถานที่พบศรบริเวณเชิงเขาชอนเดื่อ โดยเขียนจารไว้กับก้อนศิลาหินอ่อน  ทางด้านเชิงเขาทิศตะวันตกปรากฏถ้ำพญานาค ภายในถ้ำมีบ่อน้ำที่เป็นแหล่งน้ำที่ราษฎรใกล้เคียงนำมาใช้ได้ตลอดปี เข้าใจว่าน้ำบนเขาทั้งหมดคงจะไหลซึมลงทรายที่ถ้ำนี้ บนเขามีถ้ำหินปูนใหญ่น้อยกว่า ๗๐ ถ้ำ ปัจจุบันได้รับการพัฒนาและเปิดให้เข้าเที่ยวชมแล้วจำนวน ๙ ถ้ำ ส่วนใหญ่เป็นถ้ำที่ยังมีชีวิตซึ่งมีน้ำหยดลงมาภายในถ้ำจนเกิดเป็นหินงอกหินย้อย อาทิ ถ้ำดาวดึงส์ที่อยู่ทางทิศเหนือ   ปรากฏห้องโถงขนาดใหญ่สามารถจุคนได้ประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ คน มีช่องระบายอากาศด้านบน ส่วนถ้ำเจ้าพ่อเสือ ถ้ำวิมานลอย ถ้ำมหาโพธิ์ทอง ถ้ำประกายเพชร อยู่ทางทิศตะวันตกลึกเข้าไป ๕๐ เมตร มีห้องโถงขนาดใหญ่ ๕ ห้อง มีหินงอกหินย้อยรูปต่าง ๆ แล้วแต่จะตีความ เช่น ปลาโลมาและกำแพงเมืองจีนเป็นต้น ถ้ำประดับเพชรอยู่ทางทิศใต้เป็นห้องโถง ๔ ห้อง มีหินงอกหินย้อยสีน้ำตาลอ่อน-ขาวนวล ส่วประกายระยิบระยับเหมือนเพชร ถ้ำวังไข่มุกที่อยู่ทางทิศใต้เช่นกัน ก็มีหินงอกหินย้อยสีน้ำตาลเข้ม น้ำตาลอ่อนจนถึงสีขาวนวล และมีห้องโถง ๓ ห้อง หินงอกหินย้อยส่องแสงคล้ายเกล็ดเพชรจนมองดูราวกับพระราชวัง ที่นี่มีมัคคุเทศก์นำทางประกอบคำอธิบาย โดยจำกัดมัคคุเทศก์หนึ่งคนต่อนักท่องเที่ยว ๑๐ คน นอกจากถ้ำหินปูนแล้ว  วนอุทยานยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่สามารถเรียนรู้เรื่องพืชสมุนไพรได้อีกด้วย พร้อมทั้งจุดชมวิวบนผาชมพูที่ระดับความสูง ๓๔๕ เมตร ที่สามารถมองเห็นสภาพภูมิประเทศโดยรอบวนอุทยาน

การเดินทางสามารถเดินทางไปได้ ๒ เส้นทาง คือ จากกรุงเทพ ฯ ใช้ถนนสายเอเซีย แยกขวาเข้าอำเภอตาคลี ตามเส้นถนนพหลโยธินผ่านตัวอำเภอตาคลีไปอำเภอตากฟ้า ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ ๒๔๘ บริเวณทางโค้งจะมีถนนลาดยาง แยกซ้ายมือจากถนนพหลโยธิน ๒๐๐ เมตร ก็จะถึงที่ทำการวนอุทยานถ้ำเพชร-ถ้ำทอง ส่วนเส้นทางที่ ๒ คือ ทางรถไฟโดยขึ้นรถไฟสายเหนือ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ไปลงที่สถานีอำเภอตาคลี แล้วต่อรถโดยสารหรือรถรับจ้างไปถ้ำเพชร-ถ้ำทอง ระยะทาง ๑๒ กิโลเมตร สอบถามข้อมูลได้ที่วนอุทยานถ้ำเพชร-ถ้ำทอง โทร. ๐ ๕๖๒๒ ๑๑๔๐, ๐ ๕๖๒๓ ๑๔๑๖ หรือทางเว็บไซต์ www.dnp.go.th อีเมล reserve@dnp.go.th

วัดหนองกลับ

สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๓ ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒  ไม่ปรากฏนามผู้สร้าง จากคำบอกเล่ากล่าวไว้ว่า บริเวณที่สร้างวัดหนองกลับในสมัยสงครามเวียงจันทน์เป็นที่ตั้งค่ายของชาวหนองบัว-หนองกลับ เพื่อป้องกันทัพเวียงจันทน์ที่ผ่านมา ด้วยหมู่บ้านที่ตั้งมานานจึงมีวัดเก่าชื่อวัดหนองม่วงที่ตั้งอยู่ตำบลหนองกลับ และวัดสระมะนาวตั้งอยู่ตำบลหนองบัว เมื่อชาวบ้านตั้งค่าย ณ วัดหนองกลับ จึงต้องย้ายวัดทั้งสองตามไปด้วย จึงมีวัด ๒ วัดอยู่ติดกัน สมัยนั้นเรียกว่าวัดนอกกับวัดใน ต่อมาพระภิกษุวัดในเกิดเป็นโรคห่ามีพระภิกษุมรณภาพ พระภิกษุที่เหลือจึงย้ายไปอยู่วัดนอก (วัดหนองกลับปัจจุบัน) ตั้งแต่นั้นมาวัดทั้งสองจึงรวมกัน และได้ชื่อว่าวัดปทุมคงคาต่อมาได้เปลี่ยนเป็นวัดหงส์เนื่องจากมีเสาหงส์ตั้งอยู่หน้าวัด เดิมวัดนี้อยู่ในจังหวัดพิจิตร ครั้นเจ้าเมืองพิจิตรมาตรวจราชการจึงเปลี่ยนชื่อวัดให้เหมือนกับชื่อหมู่บ้านว่า “วัดหนองกลับ” และเหตุที่ว่าวัดอยู่ติดกับหมู่บ้านหนองบัว ปัจจุบันชาวบ้านจึงนิยมเรียกชื่อวัดอีกชื่อหนึ่งว่า “วัดหนองบัว” แต่ตั้งอยู่ในเขตตำบลหนองกลับ เมื่อคราวทางราชการตั้งกิ่งอำเภอหนองบัว จึงโอนตำบลหนองกลับจากอำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตรมาขึ้นกับจังหวัดนครสวรรค์ ภายในบริเวณวัดมีวิหารหลวงพ่อเดิม เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อ “หลวงพ่อเดิม” ขนาดเท่าองค์จริง ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของคนอำเภอหนองบัวและคนในวงกว้าง จนถูกยกย่องว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งเมืองสี่แคว” และยังมีพิพิธภัณฑ์วัดหนองกลับที่เก็บรวบรวมของเก่าแก่ไว้มากมาย อาทิ พระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ เครื่องลายคราม สมุดข่อยโบราณ และของใช้ในครัวเรือนโบราณ โดยจัดไว้เป็นหมวดหมู่

เขาพระ-เขาสูง

ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองกลับ เป็นดินแดนที่มีทรัพยากรทรงคุณค่า อาทิ หินแกรนิตสีชมพู หินสีดำ และหินมรกต บนยอดเขาพระมีหินก้อนสีชมพูขนาดใหญ่วางเรียงรายทับซ้อนกันเด่นตระหง่านน่ามหัศจรรย์ และยังเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพอันสวยงามของอำเภอหนองบัว ก่อนเดินถึงยอดเขาจะต้องผ่านซอยอกเขาหรือซอยอกหินหนีบที่มีขนาดแคบเพียงแค่ ๓๐ เซนติเมตร ซึ่งเป็นจุดที่ท้าทายต่อการขึ้นไปพิสูจน์ความสวยงามของยอดเขาพระ-เขาสูงแห่งนี้   ทั้งยังพบพรรณไม้นานาชนิดที่น่าศึกษา นอกจากนี้ภายในบริเวณยังมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำ หลวงพ่อไกร อ่างเก็บน้ำคลองไม้แดง และอ่างเก็บน้ำคลองวังเหียง  โดยการเดินทางจากนครสวรรค์ใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๒๕ สายชุมแสง-หนองบัว ระยะทาง ๗๒ กิโลเมตร เลยสี่แยกหนองบัวไป ๑๐๐ เมตร เลี้ยวขวาไปอีก ๕ กิโลเมตร

วัดถ้ำพรสวรรค์

ตั้งอยู่ตำบลลำพยนต์ ถนนลาดยาง ห่างจากตัวจังหวัด ๑๐๕ กิโลเมตร ห่างจากที่ว่าการอำเภอ ๑๐ กิโลเมตร การเดินทาง สามารถมาตามทางหลวงหมายเลข ๑ สายตากฟ้า-โคกสำโรง กิโลเมตรที่ ๒๒๔ วัดอยู่ทางซ้ายมือ เดิมทีเคยมีสภาพรกร้างเต็มไปด้วยป่าไม้และสัตว์ป่า ใน พ.ศ. ๒๕๐๗ พระครูนิมิตสิทธิการ (หลวงพ่อเป้า เขมกาโม) ได้มาจำพรรษาบริเวณถ้ำเขาตะบองนาค มีพุทธศาสนิกชนเลื่อมใสศรัทธาช่วยกันปรับปรุงภายในถ้ำและนอกถ้ำ บริจาคจตุปัจจัยให้ ต่อมาหลวงพ่อเป้าได้นำมาใช้ในการพัฒนาถ้ำและสร้างถาวรวัตถุ แรกเริ่มได้สร้างบ่อน้ำ สร้างบันไดทางเข้าถ้ำ สร้างกุฏิ โบสถ์ ศาลา  ใน พ.ศ. ๒๕๓๗ พระสมพงษ์ ทองแฉล้ม (พระครูใบฎีกา สมพงษ์ กิตติสจโจ เจ้าอาวาสวัดถ้ำพรสวรรค์ปัจจุบัน) ได้ปรับปรุงสภาพวัดโดยเทพื้นปูหินอ่อนเพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ จัดสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด น้ำทะเล และจัดประเพณีลอยกระทงในถ้ำโดยใช้วัสดุธรรมชาติ ใช้ดอกไม้สดในวันเข้าพรรษา และจัดกิจกรรมปลูกป่าอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเป็นประจำทุกปี

น้ำตกวังน้ำวิ่ง

เป็นน้ำตกขนาดเล็ก ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๒ ตำบลลำพยนต์ ห่างจากตัวจังหวัด ๑๐๐ กิโลเมตร สามารถใช้เส้นทางสายตากฟ้า-โคกสำโรง ก่อนถึงวัดถ้ำพรสวรรค์ ๒ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายจากถนนเข้าไปอีก ๗๐๐ เมตร น้ำตกวังวิ่งเกิดจากน้ำผุดไหลลดหลั่นกันอย่างสวยงามมีทั้งหมด ๓ ชั้น มีน้ำตลอดทั้งปี บรรยากาศโดยรอบร่มรื่นเย็นสบาย   ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ที่ว่าการอำเภอตากฟ้า โทร. ๐ ๕๖๒๔ ๑๓๒๒

กลุ่มทอผ้าบ้านท่ามะกรูด

มีการทอผ้าฝ้ายมัดย้อมสีธรรมชาติอย่างสวยงาม โดยจัดทำเป็นกลุ่มแม่บ้าน ตลอดจนตัดเย็บเป็นสินค้า เช่น ผ้าเช็ดหน้า กระเป๋า ผ้าขาวม้า เสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น  การเดินทาง ใช้เส้นทางสายลาดยาว-แม่เปิน จากนั้นแยกขวาทางไปวัดแม่กะสี อยู่ห่างจากอำเภอแม่เปิน ๘ กิโลเมตร หรือนั่งโดยสารรถสองแถวสีฟ้าสายลาดยาว-ถนนสุด ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองนครสวรรค์ ๘๓ กิโลเมตร

เมืองเก่าเวสาลี

ตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ บ้านหนองไผ่ จากการสำรวจของกรมศิลปากรเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ พบว่าเป็นเมืองสี่เหลี่ยมผืนผ้า มุมมน มีกำแพงดิน ๒ ชั้น มีคูเมืองคั่นกลาง ยาว ๗๐๐ เมตร กว้าง ๕๐๐ เมตร สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยทวาราวดี บริเวณที่ตั้งชุมชนเป็นที่ราบลุ่มมีทางน้ำไหลผ่าน และผลจากการขุดแต่งใน พ.ศ. ๒๕๓๙ พบว่าโบราณสถานบริเวณด้านตะวันออกของเมืองเป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย ประกอบด้วย อุโบสถ มณฑป วิหาร เจดีย์ จากการศึกษาชั้นดินทางโบราณคดีพบว่าก่อนการสร้างโบราณสถานเมืองเก่าเวสาลี ก็ได้มีชุมชนตั้งอยู่ก่อนแล้วเป็นชุมชนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ที่ได้พัฒนาเป็นชุมชนที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบในสมัยทวาราวดี ราว พ.ศ. ๑๑๐๐-๑๔๐๐ ขอมได้มีอำนาจเจริญรุ่งเรืองในแคว้นสุวรรณภูมิตลอดทั้งในแคว้นโคตรบูร แคว้นโยนก และแคว้นทวาราวดี โดยมีกรุงละโว้ (ลพบุรี) เป็นราชธานี เมืองเวสาลีนี้จึงได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยนั้น อดีตเมืองเวสาลีเคยเป็นเมืองหน้าด่านเล็ก ๆ ของกรุงละโว้ ดังปรากฏหลักฐาน อาทิ พระปรางค์ พระพุทธรูปฝีมือขอมโบราณ ซึ่งเมืองเวสาลีมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับกรุงสุโขทัย นครโยนก เมืองโอฆะบุรี และเมืองศรีเทพ  โดยที่เมืองเหล่านี้ได้สร้างขึ้นไว้เพื่อเป็นเมืองหน้าด่านของกรุงละโว้ทั้งสิ้น ภายหลังเมืองเวสาลีตกอยู่ภายใต้การปกครองของกรุงสุโขทัยและถูกปล่อยร้างมาราว ๔๐๐ ปี จน พ.ศ. ๒๑๙๙ รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา   ได้ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์เมืองละโว้ขึ้นเป็นราชธานีอีกแห่งทั้งให้ชื่อว่า “เมืองลพบุรี” พระองค์ทรงดำริเห็นว่าหัวเมืองฝ่ายเหนือ ยังไม่สงบลงได้ง่ายเพราะมีข้าศึกคอยหนุนหลังประกอบเป็นที่ราบลุ่มทำนาข้าวได้ดีเหมาะแก่การที่จะตั้งกองรักษาด่านไว้เพื่อป้องกันข้าศึกทางฝ่ายล้านนา เมืองเวสาลีจึงได้ถูกบูรณะขึ้นใหม่  โดยการเดินทางจากทางหลวงหมายเลข ๓๓๓๐ จากอำเภอตากฟ้า เลี้ยวขวาระหว่างหลักกิโลเมตรที่ ๒๗-๒๘ ถนนบ้านหนองไผ่-บ้านโคกเจริญ ตรงโค้งแรกมีทางตรงขึ้นไป ๑ กิโลเมตร เมืองเก่าเวสาลีอยู่ทางขวามือ

รอยพระพุทธ

เดิมก่อนพบรอยเท้ามีพระธุดงค์รูปหนึ่ง (พระชำนาญ) ได้มาปักกลดอยู่บริเวณนี้ วันหนึ่งขณะกำลังปฏิบัติกัมมัฏฐานก็นิมิตเห็นผู้คนมากมายนุ่งขาวห่มขาวเดินขึ้นเขา พระชำนาญจึงถามขึ้นว่า “มาทำอะไรกัน” พวกเขาตอบว่ายังไม่รู้อีกหรือว่าที่นี่มีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าประทับอยู่บนเขา พอถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ชาวลับแลจะมากราบไหว้ พระชำนาญพยายามค้นหาอยู่หลายปี จนพบใน พ.ศ. ๒๕๓๔ รอยพระพุทธบาทมีลักษณะเป็นรอยเท้าสีเขียวที่เหยียบลงบนหินสีแดง ความยาวฟุตกว่า ๆ เป็นรอยเท้าข้างขวา และมีลักษณะของรอยเท้าเด็กเดินตามซึ่งค้นพบที่ยอดเขาอีกลูกหนึ่งที่อยู่ใกล้กันกับพระพุทธบาทจำลอง ต่อมามีผู้สละทรัพย์เพื่อสร้างมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทและสมเด็จวัดปากน้ำได้อัญเชิญ                           พระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ที่ยอดมณฑปและมณฑปหลังนี้ยังได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗  จากสมาคมสถาปนิกสยาม และจากเอกสารที่มีผู้บันทึกไว้ทำให้ทราบว่ารอยพระพุทธบาทนี้ได้อัญเชิญมาจากกรุงศรีอยุธยา สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พร้อมกับผู้คนที่เกณฑ์มาสร้างเมืองเวสาลี โดยนำไปประดิษฐานไว้บนยอดเขาแล้วสร้างวิหารครอบภูเขาลูกนี้ ปัจจุบันคือที่ตั้งของวัดพระพุทธบาท ตำบลสำโรงชัย การเดินทางมาใช้เส้นทางเดียวกับเมืองเก่าตามถนนสายบ้านหนองไผ่-บ้านโคกเจริญ วัดพระพุทธบาท อยู่เลยจากทางแยกไปเมืองเก่า ๕ กิโลเมตร

แหล่งโบราณคดีวัดโพธิ์ประสาท

เป็นแหล่งที่ได้ชื่อว่าเป็นภาพความงามที่อยู่ในความเก่าแก่ของจังหวัดนครสวรรค์   สำรวจขุดค้นโดยกรมศิลปากร ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๑๙-๒๕๓๖ พบภาชนะเครื่องใช้ทั้งแบบโลหะและแบบดินเผาของคนโบราณ  ซึ่งเป็นชุมชนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายที่ได้มีการพัฒนาเข้าสู่การเป็นชุมชนที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบในสมัยทวาราวดี     ทั้งยังพบเครื่องใช้โลหะที่ขุดพบมีอายุกว่า ๒,๐๐๐ ปี เช่น ใบหอกโบราณ เครื่องใช้สอยดินเผา เช่น หม้อดินเผา ตะคันหรือตะเกียง ลูกแวดินเผา และเครื่องประดับ เช่น กำไลเปลือกหอย ซึ่งจัดเป็นศิลปะสมัยทวาราวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖   

 การเดินทางจากอำเภอไพศาลี ใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๓๓๐ เลี้ยวขวาข้างตู้ยามบ้านโพธิ์ประสาท อยู่ระหว่างกิโลเมตรที่ ๘-๙ ตำบลโพธิ์ประสาท

ป่าไพศาลี

หรืออีกชื่อหนึ่งว่าสวนรุกขชาติ ๑๐๐ ปี โดยมีเนื้อที่ ๑,๔๖๕ ไร่ อันเป็นรอยต่อ ๓ จังหวัด ได้แก่  จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดลพบุรี ได้รับการประกาศจัดตั้งเมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๐ ตามนโยบายของกรมป่าไม้ที่ประสงค์ให้มีการจัดตั้งสวนพฤษศาสตร์และสวนรุกขชาติขึ้นในภูมิภาคของประเทศเป็นที่ระลึกในโอกาสการสถาปนากรมป่าไม้ครบรอบ ๑๐๐ ปี ในวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยสำนักงานป่าไม้เขตนครสวรรค์เสนอพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม  บริเวณลุ่มน้ำตกซับสมบูรณ์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาคอก ป่าเขาโลมนาง และป่าเขาสอยดาว หมู่ ๖ บ้านซับสมบูรณ์  ตำบลวังข่อย อำเภอไพศาลี เป็นพื้นที่เป้าหมายในการจัดตั้ง และต่อมาได้รับความเห็นชอบจากกรมป่าไม้ ประกาศจัดตั้งให้เป็น               สวนรุกขชาติ ๑ ใน ๕ แห่งของประเทศ ใช้ชื่อว่า “สวนรุกขชาติ ๑๐๐ ปี กรมป่าไม้” ทำหน้าที่อนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมพืชและปลูกรวบรวมพันธุ์ไม้ในท้องถิ่น เพื่อประโยชน์ด้านการศึกษาค้นคว้าวิจัยทางพฤกษศาสตร์ และจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว บริเวณภายในยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันสมบูรณ์ ได้แก่ น้ำตกซับสมบูรณ์และน้ำตกซับใหญ่ โดยน้ำตกทั้งสองแห่งนี้  จะมีน้ำเฉพาะเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนตุลาคม สภาพป่าประกอบด้วย ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดงดิบแล้ง และป่าทุ่งหญ้า จึงมีความหลากหลายทางระบบนิเวศเหมาะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด ทั้งยังควรค่าแก่การศึกษาเรียนรู้ทางธรรมชาติ และมีจุดชมวิวบนยอดเขาที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพอันงดงาม รวมถึงจุดพักแรมบนยอดสอยดาวเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นและตก ในฤดูหนาวจะมีอากาศหนาวเย็นมาก ผู้ที่ต้องการเรียนรู้และศึกษาเส้นทางธรรมชาติ ที่นี่มีเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติจากน้ำตกซับสมบูรณ์ถึงน้ำตกซับใหญ่ โดยมีระยะทางในการเดินป่า ๗-๑๕ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินท่องเที่ยวป่า ๑-๓ วัน ฤดูกาลท่องเที่ยวคือเดือนกรกฎาคม-ธันวาคมของทุกปี สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลที่สวนรุกขชาติ ๑๐๐ ปี โทร. ๐ ๕๖๒๕ ๙๒๗๒

การเดินทางสามารถมาได้หลายเส้นทาง คือ จากกรุงเทพฯ ตามถนนสาย ๑๑ และสาย ๓๐๐๔ กรุงเทพฯ-อินทร์บุรี-ตากฟ้า-ไพศาลี ระยะทาง ๒๖๐ กิโลเมตร เมื่อถึงจังหวัดนครสวรรค์เดินทางถนนสาย ๓๐๐๔ ท่าตะโก-ไพศาลี ระยะทาง ๘๕ กิโลเมตร หรือจะเดินทางไปตามเส้นทางสาย ๑๑ และสาย ๓๐๐๔ วังทรายพูน-หนองบัว-ไพศาลี ระยะทาง                  ๑๖๐ กิโลเมตร หรือหากเดินทางจากจังหวัดเพชรบูรณ์มาตามถนนสาย ๒๑ และสาย ๓๐๐๔ หนองไผ่-บึงสามพัน-วังพิกุล-ไพศาลี ระยะทาง ๑๒๕ กิโลเมตร หรือจะเลือกเดินทางจากจังหวัดลพบุรีมาตามถนนสาย ๑ สาย ๓๓๓๐ และสาย ๓๐๐๔ โคกสำโรง-ตากฟ้า-ไพศาลี ระยะทาง ๑๓๐ กิโลเมตร ก็จะถึงจุดหมายปลายทาง

พุทธศาสนสถานหลวงพ่อดำ

หลวงพ่อดำประดิษฐานอยู่ที่วัดสระทะเล ตำบลโคกเดื่อ อำเภอไพสาลี  พระพุทธศาสนสถานหลวงพ่อดำนี้สร้างในสมัยใดไม่ปรากฏแน่ชัด กรมศิลปากรสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงสุโขทัย   มีอายุประมาณ ๗๐๐ ปีเศษ เดิมไม่ทราบชื่อวัด ตอนที่พบวัดชาวบ้านเห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่นั่งดำทะมึนกลางป่ารกชัฏอยู่สามองค์ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงองค์เดียวจึงเรียกขานตามกันว่า “หลวงพ่อดำ วัดสระทะเล” ตลอดมาจวบจนทุกวันนี้ ไม่มีใครทราบว่าสมภารผู้ครองวัดนี้ในยุคต้นและยุคกลางคือผู้ใด แต่พระครูนิมิตพุทธิสาร (หลวงพ่อโอน) เจ้าคณะอำเภอไพศาลี   กล่าวว่ามีผู้บอกต่อกันมาว่ายุคท้ายก่อนจะมาเป็นวัดร้างนั้นมีสมภารองค์หนึ่งชื่อ “หลวงตาเจ๊าะ” ผิวดำร่างสูงใหญ่ รูปร่างคล้ายคนโบราณทั่วไปและชำนาญในวิชาอาคม  การเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข ๑๑ จากอำเภอหนองบัวเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๐๐๔ ระยะทาง ๘ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าทางวัดโคกเดื่อ อีก ๒ กิโลเมตร และสามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอไพศาลีได้ที่ศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยว ฝ่ายปกครองอำเภอไพศาลี โทร. ๐ ๕๖๒๕ ๙๒๗๒, ๐ ๕๖๓๕ ๒๑๓๓

อุทยานแห่งชาติแม่วงก์

เป็นอุทยานที่มีพื้นที่ครอบคลุม ๒ จังหวัด คือ จังหวัดกำแพงเพชรและจังหวัดนครสวรรค์    ทั้งยังเป็นหนึ่งในผืนป่าตะวันตกที่มีพื้นที่ป่าสมบูรณ์มากที่สุด โดยมีพื้นที่ ๕๕๘,๗๕๐ ไร่ ทิศเหนือติดกับอุทยานแห่งชาติคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ทิศใต้ติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี และทิศตะวันตกติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า   อุ้มผาง จังหวัดตาก และได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๐ ป่าส่วนใหญ่ประกอบไปด้วย ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบ และป่าเต็งรัง มีพันธุ์ไม้ที่สำคัญและมีค่ามากมายรวมทั้งสัตว์ป่าหายาก สำหรับช่วงที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวมากที่สุดคือฤดูหนาว ประมาณเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ สถานที่ท่องเที่ยวภายในเขตอุทยานฯ ปรากฏอยู่หลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ของจังหวัดกำแพงเพชร ส่วนบริเวณที่ทำการอุทยานฯ ได้แก่ ช่องเย็น ที่มีอากาศหนาวเย็นทั้งปี และยังเป็นจุดดูนกที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งสามารถพบนกหายากได้ที่นี่ เช่น นกเงือกคอแดง นกภูหงอนพม่า นกพญาปากกว้างหางยาว  นกหัวขวานใหญ่หงอนเหลือง เป็นต้น ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวในอุทยานฯ ที่ขึ้นอยู่กับพื้นที่ของจังหวัดนครสวรรค์ ได้แก่

 

น้ำตกแม่เรวา (น้ำตกแม่รีวา) เป็นน้ำตกขนาดใหญ่มีจำนวน ๕ ชั้น ชั้นที่ ๓ มีความสูงที่สุด ๑๐๐ เมตร น้ำไหลเกือบตลอดปี อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ๒๑ กิโลเมตร และต้องเดินเท้าเข้าไปเท่านั้นโดยใช้เวลาไป-กลับ ประมาณ ๓-๔ วัน ในการเดินทางไปยังน้ำตกเรวาทุกครั้งต้องติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางของอุทยานฯ ก่อนเสมอ

ข้อมูลโดย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
 
ล่องแก่งแม่วงก์ มีความยากอยู่ที่ระดับ ๒-๓ เป็นการล่องแก่งตามลำน้ำแม่วงก์ซึ่งมีความคดโค้งไปมาและไปสิ้นสุดที่แก่งลานนกยูง บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ระยะทาง ๗ กิโลเมตร ใช้เวลาในการล่องแก่ง ๑.๓๐ ชั่วโมง และหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ยังมีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการแก่นักท่องเที่ยว สอบถามข้อมูลได้ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ มว.๔ (แม่เรวา) โทร. ๐๘ ๑๒๘๓ ๕๔๗๔

อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ยังมีที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกบริการที่บริเวณที่ทำการอุทยานฯ โดยสอบถามข้อมูลได้ที่อุทยานฯ ถนนคลองลาน-อุ้มผาง กิโลเมตรที่ ๖๕ อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โทร. ๐ ๕๖๗๑ ๙๐๑๐-๑ หรือที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช โทร. ๐ ๒๕๖๒ ๐๗๖๐,  หรือทางเว็บไซต์ www.dnp.go.th

ทุ่งหินเทิน

เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่สร้างสวนหินธรรมชาติขึ้น โดยลักษณะเป็นหินก้อนมนขนาดใหญ่ผุพังสึกกร่อนจนเกิดรูปลักษณ์ที่สวยงามในรูปแบบหินทรงตัวหรือ balanced rocks ซึ่งหมายถึงหินที่มีรูปร่างและขนาดต่างกันมากวางซ้อนกันในแนวดิ่งด้วยจุดศูนย์ถ่วงที่พอดี โดยก้อนหินเหล่านี้วางตัวอยู่ภายในพื้นที่กว้างใหญ่ถึง ๑๔ ไร่ กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ บ้างก็ตั้งซ้อนกันเป็นกลุ่ม ๆ บางก้อนมีลักษณะพิเศษด้วยการตั้งซ้อนกันเพียงเล็กน้อย นับเป็นสวนหินธรรมชาติที่แปลกตาที่หนึ่ง โดยทุ่งหินเหินตั้งอยู่ที่วัดทุ่งหินเทิน หมู่ที่ ๕ ตำบลปางสวรรค์ การเดินทางจากนครสวรรค์ ใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๕๐๔ มีทางเข้าวัดอยู่ด้านซ้ายมือระหว่างหลักกิโลเมตรที่ ๒๔-๒๕

ย่านเก่าชุมแสง"สะพานหิรัญนฤมิตร"

 
“สะพานหิรัญนฤมิต” หรือสะพานแขวนแห่งอำเภอชุมแสง จ.นครสวรรค์ ถือเป็นไฮไลท์คู่ชุมชนที่น่าสนใจ สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 2552 เพื่อให้ผู้คนจากสองฟากฝั่งแม่น้ำน่านสัญจรข้ามไป-มา โดยห้ามรถยนต์ 4 ล้อวิ่งผ่าน อนุญาตเฉพาะจักรยาน มอเตอร์ไซค์ และเดินเท้าเท่านั้นค่ะ และบริเวณใกล้กับสะพานยังเป็นที่ตั้งของ "ตลาดชุมแสง" ตลาดโบราณที่เคยรุ่งเรืองเมื่อราวกว่าร้อยปีที่แล้ว อ่านเรื่องราวของตลาดชุมแสงและสะพานหิรัญนฤมิต

พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อเดิมวัดหนองโพ

 
แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดนครสวรรค์ พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อเดิมวัดหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ มีหลวงพ่อเดิม พุทฺธสโร (พระครูนิวาสธรรมขันธ์) เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่5ของวัดหนองโพ หลวงพ่อเดิมเป็นเกจิพระดังแห่งเมืองตาคลีที่ใครๆก็ศรัทธากราบไหว้บูชาและมีชื่อว่าเป็นพระที่มีอาคมจิตตานุภาพอย่างเข้มขัง ไม่ว่าจะเป็นมีดหมอ หรือเหรียญหลวงพ่อเดิม และแหวนของหลวงพ่อเดิมจะเรื่องชื่อมากที่กล่าวขานมานาน และปัจจุบันวัดหนองโพมี พระครูนิปุณพัฒนวงศ์ (หลวงพ่อสมพงษ์ ทนฺตจิตโต) เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 9 ที่ดูแลวัดหนองโพอยู่ ปัจจุบันนี้ และทางวัดกับศิษย์ยานุศิษย์มีความศรัทธาได้รวบรวมเงินทองได้ก่อสร้าง พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อเดิม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณฐานองค์พระมหาธาตุเจดีย์นิวาสธรรมขันธ์ ซึ่งจัดแสดงนิทรรศการถาวร เพื่อที่จะเผยแผ่กิตติคุณของหลวงพ่อเดิม ในฐานะที่ท่านเป็น สมณะผู้สมัตถะเป็นพระอริยะสงฆ์แห่งบ้านหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ดังนั้นจึงรวบรวมกิตติคุณของหลวงพ่อเดิม ไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ออกเป็น 5 ห้อง ห้องที่1 ธาราวดีศรีหนองโพ ได้รวบรวมวัถตุโบราณต่างๆที่พบในหมู่บ้านหนองโพที่ซ้อนทับกันมาแล้วกว่า 4 พันปี ห้องที่2 มาตุภูมิบ้านหนองโพ ได้รวบรวมเรื่องราวต่างๆของชาวบ้านหนองโพซึ่งมียาวนานมากว่า 200 ปี ห้องที่3 พุทฺธสโร หลวงพ่อเดิม ได้รวบรวมประวัติของหลวงพ่อเดิมไว้ ท่านเป็นพระพัฒนา ห้องที่ 4 เพิ่มพูนศรัทธา ได้รวบรวมวัตถุมงคลของหลวงพ่อเดิมไว้ตั้งแต่รุ่นแรกๆและหายาก ห้องที่5 กถาคัมภีร์ ได้รวบรวมตำราต่างๆหาได้ยากไม่สามารถหาที่ไหนได้ และทางเจ้าหน้าที่ พิพิธภัณฑ์ขอประชาสัมพันธ์การเที่ยวชม ทางพิพิธภัณฑ์จะเปิดบริการนักท่องเที่ยวและผู้มาเที่ยวชมได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00น.ถึง 17.00น.จะมีน้องๆมัคคุเทศถ์จิตอาสาจากโรงเรียนหนองโพพิทยาให้การต้อนรับและพาเที่ยวชมและบรรยาให้ความรู้แก่ผู้เข้าชม